<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089</id><updated>2011-07-08T21:58:31.519+07:00</updated><category term='มือใหม่'/><category term='India Bangalore'/><category term='ความรู้เบื้องต้น'/><category term='Jazz'/><category term='โจนส์'/><category term='Linux'/><category term='อินเดีย'/><category term='แฟชั่น'/><category term='Inside the Minds'/><category term='DreamBox'/><category term='แจซซ์'/><category term='นอราห์'/><category term='Norah jones'/><title type='text'>P.Saenmuk :: คุณปัญญา</title><subtitle type='html'>คุณปัญญา</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://psaenmuk.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>62</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-1371445939181920208</id><published>2010-05-20T23:59:00.003+07:00</published><updated>2010-05-21T00:05:02.904+07:00</updated><title type='text'>DreamBox :: มือใหม่ลองติดตั้ง Dream 500s</title><content type='html'>เมื่อได้ DreamBox 500S เป็นของตัวเองแล้วอยากจะเล่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ต้องเตรียม&lt;br /&gt;- สาย RS232 NULL MODEM&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การทดลอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;1. ทำการ backup image โดย FlashWizardPro ถ้าใช้ไม่เป็นก็ไป "ค้นหา" คำว่า FlashWizardPro หรือ ไล่อ่าน กระทู้ คุณ Mad3Wizard ให้หมด ก็จะเจอสิ่งที่เขียนการใช้ โปรแกรมFlashWizard เป็น Pdf File ครับ ทำการ backup image แล้วเก็บไว้ดีๆครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ค้นหา คำว่า DCC หรือ อาจจะเห็นผ่านตาตอนไล่อ่านกระทู้คุณ Mad3Wizard ซึ้งเขียนวิธีการใช้ DCC เป็นวิธีการใช้ โปรแกรมDCC เป็น Pdf File เช่นกันครับ ที่นี้ บรรท้ด S*** อยู่ตรงใหน ก็ต้องไปไล่อ่านกระทู้ คุณ Tony ดูครับ เพราะได้เขียนไว้บอกว่า Camใหน Config คือ ไฟล์อะไร อยู่โฟเดอใหนครับ หาเจอแล้ว จดไว้ บนกระจก หน้าตู้เสื้อผ้า เพราะ หาง่ายดี ถ้าไม่มีกระจก ก็เอาปากกา เขียนไว้ข้างฝาก็ได้ พอจะอนุโลมครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ทำการ Factory Reset dreambox เมี่อเครื่องบูทก็เหมือนเดิม แต่เอะทำไมไม่มีภาพ กดช่องไหนก็ไม่ภาพ นำากระดาษทิชชู่ที่เตรียมไว้มาซับเหงึ่อ ถ้าอยู่ไนห้องที่มีแอร์ ก็เปิดแอร์เสียครับ เหงึ่อจะได้ไม่ออกมามากครับ แต่อย่าถอนดรีมบ็อกปาข้างฝานะครับ มันยังไม่เสียครับ ค้นหา คำว่า "การเพิ่มดาวเทียม" ใบ้ไห้เป็นPdf File อีกเหมือนกัน เมื่อลองทำตามตำราก็น่าจะรับช่องการศึกษา,Money,TGN และ ETVได้ แต่ทำไมช่องมันไม่เ้รียงเหมือนเดิมละ ดังนั้นก็ไปศึกษา วิธีใช้ โปรแกรม DreamEdit จะหาอย่างไร ก็ Ba..Ba..Ba ดังที่บอกวิธีหาไว้ข้างต้นครับ เสร็จแล้วก็หา ไฟล์เรียงช่องใหม่ มีให้โหลดในเว็บนี้ หาโดย Ba ...Ba เมื่อเรียงช่องเสร็จ ก็จะได้ช่องตามเดิมแบบทีได้เครื่องมาทีแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. Skin เอะ ทำไม เป็นภาษาขอมละ วิธีแก้ก็หาโหลดเอาSkin Thai มาลง ตอนนี้ไม่ต้องลงแคมอะไรทั้งนั้น จะได้มีที่ลงSkin เยอะๆ เ้ลือกเอาสกินที่ถูกใจครับ ถ้าไม่ถูกใจ ก็หา วิธี การโม สกิน หรือ โม ฟอนท์ ในเว็บมีคนเขียนอยู่ ถ้ายังไม่มี ฟอนท์ถูกใจ ก็ ทำ ฟอนท์ เอง ก็มีคนเขียนไว้เหมีอนกันครับ แต่ทำสกินเองยังไม่มีไม่ต้องเสียเวลาหาครับ อ้าวทำไมไม่มีPicon ก็ต้องไปหา Picon file มาลง ไส่ไว้ตรงไหน ก็มีคนบอกไว้ในเว็บ ถ้าPiconไม่ถูกใจ ก็มีคน เขียนวิธีการทำPicon ไว้ในเว็บนี้เหมือนกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. เอา บรรทัด S*** มาไส่ ก็สามารถดูได้เหมือนเดิมครับ หรือ คันมือ อยากเปลี่ยน BootLogo เป็นรูปกิ๊ก ก็มีคนเขียนไว้เหมีอนกันครับ เมื่อถึงตอนนี้ ก็ปล่อยให้คนข้างๆได้ดูทีวีบ้าง จะได้ลดแรงเสียดทานลง ออกไปหาซื้อ กระดาษ หรือ มาม่า มาเตรียมเพราะ ขั้นตอนต่อไป จะอาจจะเสียเหงื่อเยอะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. Download อิมเมทอีกค่ายมา Flash ให้มันแฮงด์ในระหว่างแฟลช ถ้ามันไม่แฮงค์ก็หามาอีก จนมันแฮงค์ ไม่ต้องกัลวว่าดรีมบ็อกจะระเบิดครับ เท่าที่ดูCNN ยังไม่มีข่าวว่าดรีมบ็อกปลอมของจีน ระเบิด เช่น ข่าว แบ็ตมือถือระเบิด ครับ เมื่อมันแฮงค์ไม่ต้องตกใจ ถอนปล็กเสียบให้ โอ้อิมเมทค่ายนี้BootLogo เป็นสีฟ้า คล้ายกับ วินโด เลย แต่ ทำไมมัน บูท ไม่เสร็จซักที ถอนปล็กเสียบใหม่ ก็จอฟ้าเหมือนเดิม ทำอีกทีก็จอฟ้าเหมือนเดิม กูไม่น่าเชื่อมันเลย ใจเย็นๆ เอากระดาษมาซับเหงื่อ ค้นหา การใช้ DreamUp ไวๆ คล้ายๆ คนชื่อ มวยวัดเขียนไว้นะครับ บวก กับ วิธืใช้ เขียนโดย Mad2Wizard ครับ เมื่อDreamUp เสร็จแล้ว ก็ กลับ เริ่ม ข้อ 3. ครับ ช่วงนี้ถ้ามีอาการข้างเคียง ก็ใช้ สำลีอุดหูไว้ครับ พอจะทุเลาอาการได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ถ้าเกิดอาการ ท้อแท้ หมดแรง ก็เอาไฟล์ FW2 ที่ แบ็คอัพไว้ มา แฟลช คืน คุณก็จะได้ เครื่องเหมือนกับ ตอนที่คุณได้มาเลยครับ skin ไม่สวย Fonts ไม่หล่อ เหมือมเดิม ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Refer &lt;a href="http://thaidreambox.bayore.net"&gt;http://thaidreambox.bayore.net&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-1371445939181920208?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/1371445939181920208'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/1371445939181920208'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2010/05/dreambox-dream-500s.html' title='DreamBox :: มือใหม่ลองติดตั้ง Dream 500s'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-7135823742668320002</id><published>2010-05-20T23:44:00.002+07:00</published><updated>2010-05-20T23:52:54.676+07:00</updated><title type='text'>DreamBox :: สิ่งที่มือใหม่สำหรับควรรู้ ตอน 2</title><content type='html'>อ่านตอนที่ 1 ได้ที่ &lt;a href="http://psaenmuk.blogspot.com/2010/05/dreambox-1.html"&gt;สิ่งที่มือใหม่สำหรับควรรู้ ตอน 1&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;สิ่งที่มือใหม่สำหรับควรรู้ ตอน 2&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;     ได้ฤกษ์เขียนตอนต่อของ "สิ่งที่มือใหม่สำหรับ DreamBox ควรทราบ" ซะที มาคราวนี้ผมขอเขียนลึกขึ้นมาอีกหน่อย Grin (ย้ำ อีกหน่อย เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นสำหรับท่านที่เป็นหรือใช้คล่องหรือเก่งอยู่แล้ว ก็รบกวนช่วยอ่านเพื่อช่วยแก้ไขหรือเสริมในสิ่งที่ผมเขียนผิดหรือตกหล่น ก็ได้ครับ ยินดีและขอขอบคุณแทนมือใหม่ด้วยครับ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     จากบทความครั้งก่อน หวังว่าท่าน(มือใหม่) คงทราบข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและทำความเข้าใจกับเจ้าเครื่อง DreamBox พอสังเขปบ้างแล้วนะครับ มาถึงตอนนี้(สงสัยคงจะเก่งไปหมดแล้ว) อาจจะคิดอยากลองเปลี่ยน image เล่น หรือลองแก้นั่นแก้นี่กับมันดูซักตั้ง&lt;br /&gt;ก็ จะเป็นที่มาของบทความนี้แหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สิ่งที่ท่านต้องทำก่อนเลยก็คือ ท่านต้อง Back up ข้้อมูลทุกอย่างของเครื่องไว้ครับ (โดยเฉพาะสำหรับท่านที่มี Server แล้ว แต่คิดจะลองวิชาหรือศึกษาอื่นๆดู ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยน Skin เปลี่ยน image เป็นต้น) ซึ่งมีวิธีการทำ(น่าจะหลายวิธี) ที่ผมใช้(แต่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือผิดนะครับ) ก็โดย&lt;br /&gt;     1. ใช้โปรแกรม Flash Wizard Pro ดูได้จาก "คู่มือการใช้ Flash Wizard Pro"&lt;br /&gt;     2. ใช้โปรแกรม DCC Download DCC295&lt;br /&gt;     3. ใช้โปรแกรม Dreamup Download Dreamup&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เนื่องจาก ผมไม่รู้ว่าแต่ละท่านมีความคิด(ในการที่จะลองกับเครื่อง DreamBox)จะลองอะไรกันบ้าง ผมจึงขอยกตัวอย่างเป็นเรื่องๆ แบบต่อเนื่องกันไป ก็ไม่รู้ว่าบทความจะไปจบตรงไหนนะครับ(อาจจะจบลงตรงที่ที่ผมไม่รู้จะเขียน อะไรต่อก็เป็นได้นะครับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ก่อน) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     มาเริ่มกันที่ กรณีที่ท่านต้องการเปลี่ยน Image ละกันครับ (อาจเพราะอยากลองหรือเบื่อ หรือสำหรับท่านที่ได้เครื่องมาแล้วไม่รู้ว่าต้องมีขั้นตอนยังไง ถึงจะทำให้เจ้าเครื่อง DreamBox สามารถเป็นเหมือนเครื่องรับทั่วไปได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ทำการ DownLoad ไฟล์ image ที่ท่านคิดว่าจะใช้ มาเก็บไว้ในเครื่อง Computer ก่อนเลยครับ โดยไฟล์ที่โหลดมา ถ้ามีนามสกุล .zip หรือ .rar ก็ให้ทำการแตกไฟล์ออกมา จนได้ไฟล์นามสกุล .img นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ให้ลองใช้วิธีนี้ดูก่อน ถ้าไม่สำเร็จค่อยใช้อีกวิธี(หัวข้อถัดไปครับ คือข้อ 3.) โดยใช้โปรแกรม Flash Wizard Pro สำหรับการทำก็ให้ดูได้จาก "คู่มือการใช้ Flash Wizard Pro" นะครับ โดยทำตามขั้นตอนการ Restore ครับ เพียงแต่เมื่อถึงตอนให้เลือกไฟล์ แทนที่จะเลือกเป็น .fw2 ก็ให้เลือกเป็น .img แทนครับ รอจนเสร็จสิ้นกระบวนการของโปรแกรม แล้วให้ดึงปลั๊กของเครื่อง DreamBox ออกครับ แล้วดำเนินการตามข้อ 4. ต่อไปครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. กรณีที่ทำตามข้อ 2. แล้วไม่ได้ (อาจจะค้างหรือ Boot ไม่ขึ้นหรืออะไรก็แล้วแต่ที่อาจเกิดขึ้นได้ และท่านไม่สามารถติดต่อ DreamBox ผ่านทาง Lan ได้ Huh?) ก็ให้ใช้โปรแกรม DreamUp หรือ DreamUp Universal ทำการ Flash ไฟล์ image ใหม่เข้าไปเลยครับ สำหรับวิธีการทำก็ดูได้จาก  "การใช้งานโปรแกรม DreamUp"&lt;br /&gt;ซึ่ง หลังจากทำเสร็จแล้ว ก็ดึงปลั๊กแล้วก็เอาไปเสียบสายทุกอย่างกลับต่อทีวี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ให้ทำการเปิดเครื่อง DreamBox แล้วก็ทำตามลำดับต่อไปนี้ครับ (เป็นแบบฉบับของผมนะครับ ถ้าไม่ตรงหรือไม่เหมือนท่านอื่น ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ ผมใช้ขั้นตอนแบบนี้มาตลอด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.1 เมื่อเจ้า DreamBox เปิดขึ้นมา จะทำการโหลดหน้า Gemini (กรณี image อื่น ก็จะเป็นไปตาม image นั้นๆ นะครับ ซึ่งแต่ละ image จะขึ้นหน้าตาไม่เหมือนกันครับ) หลังจากนั้น จะขึ้นหน้าต่างให้เลือกระบบของทีวีที่ใช้ครับ คือ pal ก็กด Save ครับ (แต่ถ้าอยากใช้ NTSC ก็เปลี่ยนตามใจชอบได้เลยนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.2 หลังจากนั้น เครื่องจะ Reboot ใหม่ แล้วก็จะเข้าหน้าต่างเลือกภาษา ส่วนตัวผมเลือกภาษาอังกฤษ (แต่สำหรับท่านที่ถนัดภาษาอื่นก็เลือกเอาตามสบายนะครับ) แล้วหลังจากนั้น ก็จะเข้าสู่หน้าต่างให้ตั้งเวลาตามประเทศที่เราอยู่ครับ (ของประเทศไทย ก็เลือกที่ GMT+7 Bangkok,Hanoi...ประมาณนี้) แต่ถ้าท่านอยู่ที่ประเทศอื่น ก็ลองไล่ดูให้ตรงหรือใกล้เคียงครับ) เสร็จแล้ว ก็กด Save ครับ เจ้า DreamBox จะทำการ Reboot เครื่องอีก 1 ครั้ง แล้วก็จะเปิดเข้าสุ่หน้าต่าง DiSEqC ถึงตอนนี้ ก็กด Exit ออกได้เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.3 พอถึงตรงนี้ จะเห็นหน้าจอทีวี โล่งไม่มีอะไรหรืออาจจะมี Skin ขึ้นมาแต่จะไม่แสดงอะไร ไม่ต้องตกใจครับ เพราะว่าเรายังไม่ได้กำหนดหรือป้อนค่าดาวเทียมเข้าไปนั้นเองครับ โดยส่วนตัวผมถนัด Menu แบบที่เป็น List (หรือรายการ) มากกว่าแบบที่เป็น Icon นะครับ ถ้าใครถนัดแบบ Icon ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยครับ โดยผมจะทำการเปลี่ยน Menu ให้เป็นแบบ List ก่อน ขอให้โหลด "การเปลี่ยนเมนูจากแบบ Icon เป็นแบบ List" แล้วทำตามนั้นเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.4 จะเป็นขั้นตอนการตั้งค่าให้เจ้าเครื่อง DreamBox สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Network ของเราและเพื่อให้เครื่อง DreamBox สามารถติดต่อ Internet ได้ด้วยนั่นเองครับ ก็ให้โหลด "การตั้งค่า IP Address หรือการตั้งให้ DreamBox ติดต่อ Internet" แล้วทำตามได้เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.5 หลังจากทำตามข้อ 4.4 แล้ว เพื่อความแน่นอน ก็ขอให้โหลด "การตรวจสอบว่าเชื่อมต่อ Internet ได้หรือไม่" แล้วทำตามดูนะครับ เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นว่าที่ตั้งค่าไว้สามารถใช้ได้หรือไม่ก็ลอง ping จากเครื่องคอมพิวเตอร์ ดูด้วยว่าติดต่อเจ้า DreamBox ได้หรือไม่นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.6 มาถึงขั้นตอนที่จะให้เจ้า DreamBox สามารถดูได้มั่งละครับ โดยให้โหลด "การติดตั้งดาวเทียมและการ ตั้งค่า" มาแล้วทำตามเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.7 แล้วก็ให้ทำการสแกนหาผู้ให้บริการ (Provider) และช่องรายการต่างๆ โดยวิธีการทำก็ให้ท่านทำการโหลด  "การ Scan ช่องรายการ" มาอ่านและทำตามเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.8 มาถึงตอนนี้ ก็หวังว่าท่านน่าจะสามารถดูรายการช่องที่เป็นพวกช่องโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาและช่องที่เขาปล่อยฟรีได้แล้วละครับ โดยให้ท่านลองกดปุ่ม OK ที่ Remote แล้วลองเลือกช่อง DLTVxx หรือช่อง Money หรือ ETV ดู ถ้ามีภาพขึ้น ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ท่านได้ทำทุกอย่างสำเร็จแล้ว Wink&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ก็หวังว่าบทความนี้ คงมีประโยชน์สำหรับท่านที่เป็นมือใหม่ ไม่มากก็น้อยนะครับ (สำหรับท่านที่รู้อยู่แล้ว หรือมีความรู้ที่พอจะเสริมหรือแก้ไขหรือต้องการให้ปรับปรุง ก็บอกได้เลยครับ ยินดีรับฟังและแก้ไขให้ หากสิ่งที่ผมเขียนไปมันผิด เพื่อที่ผู้อ่านที่ไม่รู้จะได้รับประโยชน์สูงสุดครับ Smiley) แต่อาจจะมีผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ แค่อยากแบ่งปันและให้ได้สนุกกับการใช้เจ้า DreamBoxสำหรับคนที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่รู้จะเริ่มยังไงไว้เป็น ตัวอย่างและได้หัดไว้นะครับ เผื่อเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด หรือคิดที่จะลองแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงหรือไม่รู้ว่าต้องทำขั้นตอนแบบไหน ก็จะได้ทำได้จากศูนย์จนถึงดูได้ครับ Grin&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     บทความประกอบและรูปภาพในบทความ ผมใช้ Image ที่ชื่อ Gemini เป็นหลักนะครับ (เพราะผมใช้มาตั้งแต่เริ่มศึกษาใหม่ๆเลย Cheesy) ดังนั้นอาจจะมีความแตกต่างกับ Image อื่นๆบ้าง ซึ่งตัวผมเองลองศึกษาหรือเปลี่ยนไปใช้ Image อื่นแล้ว แต่ก็ไม่ถนัด สุดท้ายก็จะกลับมาที่ Gemini ทุกทีไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ก็ขอให้สนุกกับเครื่อง DreamBox กันนะครับ สำหรับตอนต่อๆไป คงต้องตรึกตรองดูอีกว่าจะเขียนอะไรดี แต่ที่แน่ๆและตั้งเป้าไว้ ก็จะเป็น วิธีการใช้ โปรแกรม DreamBox Edit ครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Refer &lt;a href="http://thaidreambox.bayore.net"&gt;http://thaidreambox.bayore.net&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-7135823742668320002?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/7135823742668320002'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/7135823742668320002'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2010/05/dreambox-2.html' title='DreamBox :: สิ่งที่มือใหม่สำหรับควรรู้ ตอน 2'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-2223064556282596018</id><published>2010-05-20T23:39:00.003+07:00</published><updated>2010-05-20T23:55:58.290+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='DreamBox'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความรู้เบื้องต้น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มือใหม่'/><title type='text'>DreamBox :: สิ่งที่มือใหม่สำหรับควรรู้ ตอน 1</title><content type='html'>สิ่งที่มือใหม่สำหรับ DreamBox ควรทราบ  Part-I&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับมือใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หลังจากได้อ่านและศึกษาเกี่ยวกับเจ้า DreamBox มาพอควร(ประมาณ 6 เดือน) ได้ความรุ้มาประมาณหางอึ่ง และได้เห็นและอ่านคำถามจากหลายๆท่าน จึงเกิดความคิดที่อยากจะเขียนในสิ่งที่ผมได้เจอะเจอและได้ศึกษามาด้วยตนเอง ให้สำหรับท่านที่คิดจะซื้อและท่านที่ซื้อมมาแล้วให้พอเป็นไอเดียเบื้องต้น Grin&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สำหรับท่านที่คิดจะซื้อเจ้าเครื่อง DreamBox โดยไม่ได้ศึกษาหรือมีความรู้เกี่ยวกับเจ้าเครื่องนี้มาก่อน ผมแนะนำให้ซื้อแบบที่เขาลงโปรแกรมมาให้เบ็ดเสร็จ เพราะเมื่อท่านได้เครื่องมาแล้วจะได้เปิดลองได้เลย เผื่อกรณีมีปัญหา จะได้ส่งกลับไปเปลี่ยนกับร้านค้าที่ท่านซื้อมาได้ และถ้าเป็นไปได้ ก็หาแบบที่รวม S*** และติดตั้งด้วยก็ดี (หรือให้เขาแนะนำให้ ผมไม่มีแนะนำนะครับ ต้องขอโทษด้วยที่ช่วยเรื่องนี้ไม่ได้ :Smiley) เพราะจะได้ให้เขาทดลองให้ดูได้หลังติดตั้ง รวมถึงแนะนำวิธีการใช้และการแก้ไขเบื้องต้น กรณีภาพไม่มาหรือภาพค้าง ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่มีความรู้อะไรเลย อย่างน้อยก็ต้องรู้แค่นี้ก่อนครับ เผื่อเวลามีปัญหาจะได้ทำก่อน ถ้าทำแล้วไม่ได้ ก็โทรศัพท์ไปหาร้านที่ท่านซื้อมาเพื่อสอบถาม(ถ้าร้านบริการดี ก็น่าจะตอบและช่วยท่านแก้ปัญหาได้) ถึงวิธีการแก้ไข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ทีนี้มาถึงท่านที่พอมีความรู้หรือมีทักษะในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและหรือ Computer ได้บ้าง ก็แนะนำให้หาอ่านและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเจ้าเครื่อง DreamBox นี้ไว้ เพื่อที่ว่าถ้ามีปัญหาเข้าจริงๆและร้านค้า(บางร้าน อาจมีหรือไม่มีก็ได้ ผมไม่ทราบครับ เดาเอาจากที่ได้อ่านตามเว็ปบอร์ด)ไม่ให้ความร่วมมือในการช่วยแก้ไขปัญหา ก็ต้องมาค้นหาและอ่านวิธีการแก้ไขตามบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับเจ้าเครื่อง DreamBox นี้ แต่อย่างที่ผมบอกไว้ การที่ท่านจะถามหรือแก้ไขได้ ต้องมีความรู้หรือทักษะด้าน Computer บ้าง เพราะการแก้ไขส่วนใหญ่จะต้องใช้ร่วมกับ Computer ครับ และเวลาเข้า บอร์ดไหนก็ตาม ขอให้ใช้ Function "ค้นหา หรือ Search" ก่อนที่จะถามนะครับ เพราะบางทีอาจจะเคยมีคนมีปัญหาแบบนี้และมีคนตอบไว้แล้วมาก่อน จะได้ไม่ต้องถามซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ถ้าท่านซื้อเจ้าเครื่อง DreamBox มาแล้ว และอยากศึกษาหรือใช้คุณสมบัติของเครื่องนี้ให้คุ้มหรือลองเล่นนู่นเล่นนี่ กับมันแล้วละก็ สิ่งจำเป็นต่อไปนี้ ผมขอแนะนำให้ท่านหามาไว้เป็นของสามัญประจำบ้านเลยนะครับ ได้แก่&lt;br /&gt;     1. สาย Null Modem สายนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ย้ำนะครับ ว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ควรหามาไว้ เพราะสายนี้จะช่วยท่านในการแก้ปัญหาเรื่องจอมืดหรือเกิดอาการเครื่อง Boot วนไป/มา หรือต้องการเปลี่ยน Image ที่ต้องการได้&lt;br /&gt;     2. โปรแกรมที่ต้องลงไว้ในเครื่อง Computer&lt;br /&gt;          2.1 Universal DreamUp โปรแกรมนี้ใช้ร่วมกับสาย Null Modem ไว้ใช้แก้ปัญหาดังกล่าว ในข้อ 1. ครับ&lt;br /&gt;          2.2 DCC (DreamBox Control Center) โปรแกรมนี้ ใช้สำหรับการติดต่อเครื่อง DreamBox กับเครื่อง Computer (ใช้ร่วมกับระบบ NetWork หรือระบบ Lan นั่นเอง) ในการโหลดไฟล์ที่ได้มา(เช่น Skins หรือ Addons หรือ อื่นๆ) ลงเครื่อง DreamBox หรือแก้ไขไฟล์(สำหรับท่านที่ซุกซน)เพื่อปรับโน่น แต่งนี่ หรือแม้แต่การป้อนค่าที่ได้มาจาก S*** หรือแม้แต่การ Upgrade ไฟล์ Image ของเครื่อง DreamBox ด้วย&lt;br /&gt;          2.3 Flash Wizard Pro โปรแกรมนี้ เอาไว้ใช้สำหรับ BackUp/Restore ข้อมูล จากเครื่อง DreamBox/จากเครื่อง Computer เผื่อกรณีเครื่องมีปัญหาดังข้อ 1. ก็นำมาลงใหม่ได้ จะได้ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด&lt;br /&gt;          2.4 DreamBoxEdit โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการจัดทำ Bouquet (Bouquet คือกล่องหรือไฟล์ที่จัดเก็บการเรียงช่องรายการไว้ให้เป็นระเบียบหรือถูกต้อง ตามช่องที่ Provider จัดไว้) โปรแกรมทำนองนี้ก็มีอีกหลายตัว เช่น Bouquet Wizard ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สิ่งสำคัญพื้นฐานเบื้องต้น เท่าที่ผมนึกได้ก็คงมีเท่านี้ มากกว่านี้ ก็คงต้องเลื่อนไปเป็นระดับ Advance แล้วละครับ ซึ่งถ้าถึงระดับนั้น(ผมยังเก่งไม่พอครับ) ก็จะใช้ความสามารถของเครื่อง DreamBox ได้มากกว่านี้อีก ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหรือ Modified เจ้า Skins หรือการทำ S*** เป็นต้น Kiss&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สุดท้าย ก็ขอให้ท่านที่ซื้อมาแล้ว สนุกกับการใช้เจ้า DreamBox นะครับ สำหรับท่านสมาชิกที่คิดว่าจะมีสิ่งใด เพิ่มเติมหรือแก้ไขในสิ่งที่ผมเขียน ก็ช่วยกันนะครับ(เพราะผม อาจเขียนผิดก็ได้ อย่างที่บอกครับ ผมเขียนจากความรู้ที่ผมมี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะรู้จริงหรือถูกทุกอย่าง ก็ขอให้ช่วยกันแก้ไขแล้วกันนะครับ) เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษา(สำหรับคนที่ต้องการ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านต่อ&lt;a href="http://psaenmuk.blogspot.com/2010/05/dreambox-2.html"&gt;ตอนต่อที่ 2 ที่นี่ครับ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr&gt;&lt;br /&gt;Refer &lt;a href="http://thaidreambox.bayore.net"&gt;http://thaidreambox.bayore.net&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-2223064556282596018?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/2223064556282596018'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/2223064556282596018'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2010/05/dreambox-1.html' title='DreamBox :: สิ่งที่มือใหม่สำหรับควรรู้ ตอน 1'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-4654160504941841082</id><published>2010-05-20T23:01:00.002+07:00</published><updated>2010-05-20T23:05:30.329+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='DreamBox'/><title type='text'>DreamBox :: FAQ</title><content type='html'>&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;span style="line-height: 1.3em;font-size:14pt;" &gt;&lt;b&gt;คำถามที่เจอบ่อย (FAQ) :&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เห็นหลายๆท่านเข้ามาถามเอาๆ  โดย(ส่วนพอประมาณ)ไม่ได้พยายามอ่าน(ุทุก)กระทู้หรืออ่านกระทู้ปักหมุด(อาจจะ เป็นเพราะใจร้อน ขี้เกียจ อันนี้ไม่ทราบเหตุผล ขอท่านตอบตัวเองหน่อยละกัน)  ก็เลยเป็นที่มาของการโพสท์นี้ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/smiley.gif" alt="Smiley" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;    และเนื่องจาก กระทู้นี้  จะเป็นการเขียนโจทย์พร้อมวิธีการแก้ปัญหา(เบื้องต้นและอาจเป็นเพียงแค่วิธี เดียวจากอีกหลายวิธี ซึ่งผมไม่ทราบก็เป็นได้)  ผมจะใส่หมายเลขไว้เพื่อใช้อ้างอิงไว้  แต่จะไม่มีการเรียงว่าต้องเป็นจากง่ายไปหายากหรือจากไหนไปไหน  (เอาเป็นว่าเอาตามที่ผมพอจะนึกได้ และพอจะทราบวิธีแก้ไข ก็แล้วกันนะครับ)  และผมจะพยายามมา Update เรื่อยๆ เท่าที่เวลาจะอำนวยและความรู้เท่าที่มี  โดยผมจะ Update ลงในกระทู้แรก  และกระทู้ที่สองเท่านั้น(แต่อาจจะมีเพิ่มภายหลัง ถ้ามีเยอะ  เพราะมันมีข้อจำกัดของการเขียนเว็ปอยู่ว่า กระทู้หนึ่งๆต้องมีไม่เกิน  20,000 ตัวอักษรครับ)  เพื่อไม่ให้กระจัดกระจายและง่ายสำหรับการอ่านและอ้างอิง  (สำหรับท่านที่ไม่ค่อยยอมอ่านหรือใจร้อนทั้งหลาย) &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/wink.gif" alt="Wink" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;    มาเริ่มกันเลยละกันครับ  (ท่านสมาชิกที่ยินดีช่วยก็เขียนๆกันได้นะครับ แล้วผมจะ Copy  มาต่อๆไปเช่นกันครับ ..... ขอบคุณล่วงหน้าครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;1. Image (อิมเมจ) คืออะไร&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;    นิยามของคำๆนี้  ผมเองก็ไม่ทราบว่าจริงๆแล้วควรจะเรียกว่าอะไรดี (จำแต่แบบทับศัพท์  และก็จำง่ายดี &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/cheesy.gif" alt="Cheesy" border="0" /&gt;) บ้างก็บอกว่าเป็น OS ของเครื่อง DreamBox  บ้างก็บอกว่าไม่ใช่ น่าจะเป็นแค่โปรแกรมที่วิ่ง (Run) อยู่บน Linux  คล้ายๆกับพวก MS Office เป็นต้น จะเป็นอะไรก็ช่าง(มัน) ขอให้ทราบแต่ว่า  DreamBox เป็นเครื่องที่มี Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ก็แล้วกันนะครับ  และการที่ DreamBox จะใช้ได้หรือไม่ได้ ต้องอาศัยเจ้า Image นี่แหละครับ  เป็นตัวหลัก (กรณีที่เปิดเครื่องมาใหม่ซิงๆเลยจะเห็นครับ) โดย Image นี้  ก็จะมีด้วยกันหลากหลายค่าย(ผู้พัฒนา) ด้วยกัน ที่เห็นหลักๆก็จะมี&lt;br /&gt;     1.1 The Gemini Project หรือที่เราเรียกกันจนติดปาก  (หรือว่าอ่านจนจำเข้าสมองก็ได้) ว่า Gemini จะเห็นโลโก้ เริ่มต้นเมื่อ Boot  ขึ้นมาเป็นตัวหนังสือใหญ่ๆ GP นั่นเองครับ และตัวนี้  เมื่อครั้งที่ผมเริ่มเล่นใหม่ๆ  จะเป็นตัวที่บ้านเราๆใช้กันมากที่สุด(กระมัง)  ถ้าอยากท่องเว็ปต้นแบบก็คลิกที่ &lt;a href="http://www.i-have-a-dreambox.com/" target="_blank"&gt;IHAD&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;     1.2 Pli-Images ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่เข้ามาให้เห็น  (น่าจะ)เป็นตัวยอดฮิตติดอันสอง(กระมัง) ในบ้านเรา  แต่จริงๆมีมาตั้งนานและหลากหลายรุ่นแล้ว  โดยแต่ละรุ่นจะใช้ชื่อเรียกขานแตกต่างกันไป เช่น Flubber, Garnet,  Helinite,Iolite และล่าสุด ณ ตอนนี้ ก็จะเป็น Jade ครับ  ไปเยี่ยมชมเว็ปต้นฉบับได้ที่ &lt;a href="http://www.pli-images.org/index.php" target="_blank"&gt;Pli-Images&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;     1.3 Nabilosat นี่ก็เป็นอีกค่ายหนึ่ง เว็ปต้นฉบับที่จะไปท่องเล่นก็ &lt;a href="http://www.nabilosat.info/forum/index.php?s=4ab5031cc945b9dc0f5f6a60a2d5b099" target="_blank"&gt;Nabilosat&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;    1.4 EDG-Nemesis  อีกค่ายที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และออกมาแล้วหลากหลายรุ่นเช่นกัน  ลองไปดูที่ &lt;a href="http://www.dreamboxonline.com/" target="_blank"&gt;EDG-Nemesis&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;     1.5 Sif-Team อันนี้ก็ดังไม่แพ้เจ้าอื่นๆเช่นกัน ออกมาแล้วหลายรุ่น  ไปลองดูเว็ปต้นฉบับได้ที่ &lt;a href="http://forum.sifteam.eu/" target="_blank"&gt;Sif Team&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;    ยังมีอยู่อีกหลากหลายค่ายนะครับ  ต้องขอโทษด้วยที่นำมาบอกได้ไม่หมด เพราะบางอันผมแทบไม่ได้ใช้ ไม่ว่าจะเป็น &lt;a href="http://dsteam.cwispy.com/itgate/forum/index.php?act=idx" target="_blank"&gt;DS Team&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.dream-of-pirates.to/wbb2/index.php" target="_blank"&gt;  Dream Of Pirates&lt;/a&gt; เป็นต้น&lt;br /&gt;    แต่ถ้าอยากไปเว็ปที่มีแทบจะทุกค่าย  ก็ไปดาวน์โหลดได้ที่ &lt;a href="http://www.dreambox.it/sitemapmenu.htm" target="_blank"&gt;dreamboxit&lt;/a&gt; การไปท่องเว็ป ตปท. ส่วนใหญ่ต้องอาศัย  Google Translator ช่วยด้วยนะครับ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;2. Skin (สกิน) คืออะไร&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;     ตัวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะแปลหรือเรียกยังไงดี  ก็เรียกแบบทับศัพท์มาตลอดเช่นกัน นั่นก็คือ Skin ครับ โดยทั่วไป  ถ้าท่านเล่น Dreambox ตอนที่ Boot เครื่องผ่านหมดแล้ว  เจ้าตัวนี้ก็จะเห็นก็ต่อเมื่อท่านกดปุ่ม Info ครับ  (บางค่ายอาจจะโดยการกดปุ่มอื่น ก็เป็นไปได้นะครับ ไม่ขอยืนยันตายตัวครับ)  ผู้พัฒนาก็มีด้วยกันหลากหลายท่านเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น MX, Porto, Bunny  เป็นต้น และเดิมทีต้นฉบับเลย (แน่นอนอยู่แล้ว)จะเป็นภาษาอังกฤษ  (หรือไม่ก็แล้วแต่เขาตั้งค่าโดยปริยายไว้  แต่ก็สามารถเลือกเปลี่ยนได้)และก็นักเล่นคนไทย นำมาศึกษาและพัฒนาต่อยอด  จนสามารถทำให้แสดงภาษาไทยได้ (บุคคลเหล่านั้น ผมเคยเขียนอ้างถึงไว้แล้ว  ลองอ่านดูและศึกษาวิธีการทำโดยตัวท่านเองได้ที่ &lt;a href="http://thaidreambox.bayore.net/index.php?topic=1778.0" target="_blank"&gt;กระทู้ "วิธี Modify ให้ Skin สามารถแสดงไทยได้&lt;/a&gt; ครับ)  ชื่อ Skin ก็ขอยก ตย. มาบางตัวเช่น blueline, blueline zoom, x-line และ  aero เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;3.  ทำยังไงให้เนื้อเรื่องย่อ (Sypnosis) แสดงทั้งอังกฤษและไทย&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;     มีหลายท่านข้องใจ ว่าทำไมเอา Skin ที่เขาโมฯให้แสดงภาษาไทยแล้ว  แต่ทำไมพอกดปุ่ม Info 2 ครั้งเพื่อจะอ่านเนื้อเรื่องย่อแล้ว  มันมีแต่ภาษาอังกฤษไม่มีภาษาไทย หรือกดปุ่มแดง 1 ครั้ง  เพื่อดูรายการต่างๆของช่องนั้นๆ (Channel Lists) หรือรายการแบบรวมทุกช่อง  (Multi Channel) แต่มันไม่แสดงภาษาไทย&lt;br /&gt;     เราจะมาดูกันครับว่าต้องทำกันยังไง &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt; เริ่มด้วยการเอาแบบง่ายๆก่อนนะครับ&lt;br /&gt;    3.1 วิธีที่ 1.  ให้ท่านโหลดไฟล์ &lt;a href="http://www.easy-share.com/1909069693/TAS_thai_epg_script.tar.gz" target="_blank"&gt;ThaiInfo_userscript.tar.gz&lt;/a&gt; ลงไว้ในเครื่องคอมพ์ก่อน  หลังจากนั้นให้ใช้ DCC หรือโปรแกรม ftp ที่ท่านถนัด ทำการ Copy  ไฟล์ดังกล่าว ไปไว้ที่ /tmp แล้วให้เข้า Blue-Panel  (โดยการกดปุ่มน้ำเงิน)&gt;addons&gt;Manual Install&gt;  แล้วเลือกที่ไฟล์ดังกล่าว หลังจากติดตั้งแล้วเสร็จให้เรียกใช้  โดยการกดปุ่มน้ำเงิน&gt;Extra/Setup&gt;User Script&gt;  แล้วเลือกไปที่ไฟล์ดังกล่าว ท่านจะสังเกตเห็นว่า เครื่อง DreamBox มันจะ  Restart ใหม่แป๊ปหนึ่งแล้วก็จะกลับมาเช่นเดิม  คราวนี้ลองกดดูความเปลี่ยนแปลงได้เลยนะครับ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/wink.gif" alt="Wink" border="0" /&gt; (อ้อ ทั้งนี้แหละทั้งนั้น ท่านต้องลง Skin  ที่โมฯให้แสดงภาษาไทยมาก่อนแล้วนะครับ)&lt;br /&gt;    3.2 วิธีที่ 2. จะ Advance  ขึ้นมาอีกหน่อย นั่นก็คือ ให้ท่านโหลดไฟล์  &lt;a href="http://www.easy-share.com/1904257178/ThaiInfo_userscript.sh" target="_blank"&gt;ThaiInfo_userscript.sh&lt;/a&gt; มาเก็บไว้  แล้วเช่นเคยครับให้ใช้ DCC (โปรแกรมสาระพัดประโยชน์จริงๆ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/cheesy.gif" alt="Cheesy" border="0" /&gt;) ทำการ Copy ไฟล์ดังกล่าวไปไว้ที่ /var/script/  ครับ แล้วก็เหมือนกับข้อ 1. ครับ คือ  ให้กดปุ่มน้ำเงิน&gt;Extra/Setup&gt;User Script&gt;  แล้วเลือกไปที่ไฟล์ดังกล่าว (แต่ถ้ายังไม่มีไฟล์ดังกล่าวให้ลอง Reboot เจ้า  DreamBox ดูนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:red;"&gt;&lt;b&gt;     อ้อ  เกือบลืมครับ วิธีดังกล่าวข้างต้น อ้างอิงจาก Image ที่ชื่อ Gemini นะครับ  สำหรับ Image อื่นๆ ต้องดูเป็นกรณีๆไปนะครับ เพราะไฟล์สำหรับติดตั้งแต่ละ  Image ใช้นามสกุลไม่เหมือนกัน แถมบาง Image เก็นไฟล์ .sh  ไว้ไม่ตรงกันอีกก็มีนะครับ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;4.  ครั้งแรกกับ DreamBox&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;    ผมเป็นมือใหม่  ผมเพิ่งได้เครื่องมาเมื่อวาน ผมเพิ่งเริ่มใช้ ผมกำลังจะใช้ DreamBox  ผมเผลอไปกดโน่นกดนี่ ทำให้ดูไม่ได้ ผมควรจะเริ่มอย่างไร ผมควรทำเช่นไร&lt;br /&gt;     ผมขอเขียนบอกไว้ ณ ตรงนี้เลยนะครับว่า  สำหรับมือใหม่หรือท่านที่กำลังคิดจะหันมาเล่นเครื่อง DreamBox ขอให้&lt;br /&gt;     4.1 เมื่อได้เครื่องมาใหม่ๆ &lt;span style="color:red;"&gt;&lt;b&gt;ให้ทนใช้แบบที่ๆ ท่านได้มาไปก่อน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; (เพื่อจะได้ดูในสิ่งที่ท่านๆต้องการได้  ไม่เสียอารมณ์ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt;) อย่าเพิ่งซุกซนอะไรทั้งนั้น&lt;br /&gt;    4.2 ขณะเดียวกัน  ก็ให้ท่านลองกดปุ่มที่ Remote เข้า Menu ต่างๆเล่นและศึกษาดูไปก่อน  แต่.....ระหว่างที่กดเล่น &lt;span style="color:red;"&gt;&lt;b&gt;ห้ามไปกด Factory  Reset โดยเด็ดขาด และพยายามอ่านทุกๆหน้าต่างที่โผล่ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง  (อย่ากดปุ่ม OK ซี้ซั้ว)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;.....เมื่อใดก็ตามที่กดเข้าไปจนกระทั่ง มีหน้าต่าง ถามต้องเปลี่ยนหรือต้องการ Save อะไรทำนองนี้ ให้ใช้กดปุ่ม Exit  ออกสถานเดียว โดยไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งนั้นครับ&lt;br /&gt;    4.3 &lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;พยามยามไล่อ่านกระทู้ในเว็ปนี้&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;  ตั้งแต่หน้าแรกเป็นต้นมา (อันไหนที่ยังไม่รู้ก็ไม่ต้องสนใจ  อ่านผ่านๆไปก่อนครับ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/wink.gif" alt="Wink" border="0" /&gt;) จนมาถึงหน้าปัจจุบัน โดยเฉพาะกระทู้ปักหมุดของทุก Forum (&lt;span style="line-height: 1.3em;font-size:12pt;" &gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;ย้ำ  ย้ำ ยำ้ ว่าอ่านกระทู้ปักหมุดให้หมด&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;) พยายามจดบันทึก  สิ่งที่ท่านได้อ่านเจอแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรลงกระดาษไว้ก่อน  แต่อย่าเพิ่งเอามาเขียนถาม ให้ไล่อ่านมาเรื่อย  ถ้าเจอคำตอบที่ท่านเคยคิดว่าจะถามแล้วก็ขีดทิ้งหรือลบออก  ทำแบบนี้สุดท้ายจะเหลือแค่ไม่กี่คำถามที่ค้างคาใจ(หรืออาจไม่มีก็ได้ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/cheesy.gif" alt="Cheesy" border="0" /&gt;)&lt;br /&gt;    ระยะเวลาช่วงนี้ จะยาวหรือสั้น  ขึ้นอยู่กับความพยายามและความเข้าใจของแต่ละบุคคล  ผมคงบอกไม่ได้ว่าใครควรใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะเริ่มซุกซนได้ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt; เมื่อท่านอ่านจนคิดว่าพร้อมแล้ว  ก็จะทำอะไรก็แล้วแต่ใจท่านปรารถนาแล้วละครับ แต่ถ้าเกิดติดตรงไหน  ให้เข้ามาที่เว็ปและ&lt;span style="color:red;"&gt;&lt;b&gt;ใช้ "ค้นหา" หรือ  "Search" ที่อยู่ตรงด้านขวามือบนให้เป็นประโยชน์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; โดย Keyword  ที่ใช้ ก็เอาที่ๆมันใกล้เคียงกับที่ต้องการหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;5. Factory Reset (กลับคืนค่าจากโรงงาน)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;     ช่วยด้วยผมซนไปหน่อย ดันเผลอไปเลือก Factory Reset ทุกอย่างหายหมดเลย :'(  ดูอะไรไม่ได้เลย (นี่แหละครับผลของความซุกซน และไม่ยอมทำตามที่บอกในข้อ 4. &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt; ปล่อยให้ไม่มีไรดูซะดีไหม &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/cheesy.gif" alt="Cheesy" border="0" /&gt;)&lt;br /&gt;    ไม่ต้องตกใจครับ ถึงยังไงๆ  ถ้าเข้ามาที่บอร์ดนี้ มีวิธีและมีคนคอยช่วยอยู่แล้วครับ  (จริงๆถ้าท่านได้ทำตามข้อ 4. มาก่อน  ก็คงไม่ต้องตกใจและอาจจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ว่า สบมยห.  ว่าแล้วก็จัดการด้วยตัวเองเลย &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/wink.gif" alt="Wink" border="0" /&gt;)&lt;br /&gt;    แต่ถ้าท่านเจอและไม่ได้ทำตามข้อ 4.  และมาเจอกระทู้นี้ ก็ให้ทำตามดังนี้นะครับ ให้ท่านทำตามกระทู้ &lt;a href="http://thaidreambox.bayore.net/index.php?topic=166.0" target="_blank"&gt;สิ่งที่มือใหม่ สำหรับ DreamBox ตอน 2 &lt;/a&gt;ได้เลยครับ  แต่ท่านก็จะดูได้เพียงแค่ช่อง FTA เท่านั้นนะครับ  ถ้าอยากกลับมาดูเหมือนเดิม  ท่านต้องติดต่อเจ้าของงึก.งึก.งัก.งัก...ของท่านเอาเองครับ  แต่ถ้าท่านเคยมีไฟล์หรือบรรทัดที่เจ้าของงึก.งึก.งัก.งัก...เคยให้ไว้  ก็ให้ทำการ Copy กลับเข้าไป ก็จะดูได้เช่นเดิมครับ  ส่วนวิธีทำไว้มาว่ากันในตอนต่อๆไปครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;6.  การเพิ่มดาวเทียม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;    ตั้งแต่ซื้อเครื่องมา ดูแค่ Thaicom  2/5 อย่างเดียวและคนขายติดตั้งมาให้ มาถึงตอนนี้  ผมอยากดูดาวเทียมที่มีหนังที่ไม่ค่อยมีสตางค์บ้าง ผมต้องทำยังไงครับ ?  ถ้าเช่นนั้น มาดูกันครับว่าเพื่อนหรือท่านอื่นๆเขาทำกันยังไง &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;    ว่ากันที่กรณีทั่วๆไปก่อนแล้วกัน  สิ่งแรกเลยท่านต้องทราบก่อนครับว่าดาวเทียมที่ท่านจะเพิ่มชื่ออะไร  และจะเพิ่มกี่ดวง เมื่อ(นึกหรือคิด)ได้แล้วก็ให้ไปที่ &lt;a href="http://satellites-xml.eu/" target="_blank"&gt;satellites-xml.eu/&lt;/a&gt;  ครับ แล้วเลือกติ๊กเอาดาวเทียมตามที่ต้องการ และกรณีที่ต้องการให้แยก C กะ  KU ก็ให้ติ๊กที่ &lt;span style="color:red;"&gt;Split different band  transponders: &lt;/span&gt; ด้วยนะครับ ทำการกรอก Code แล้วกด Download  รอสักพักท่านก็จะได้ไฟล์ที่ชื่อ satellites.xml มา ให้ท่านใช้ DCC  หรือโปรแกรม ftp ที่ท่านถนัด ทำการ Copy ไปแทน/ทับ ของเดิมที่ &lt;b&gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;/var/etc/&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ครับ  หลังจากนั้นให้ไปที่เครื่อง DreamBox แล้วทำการ Reboot ซัก 1 ครั้งครับ  ทีนี้ก็จัดการเพิ่มดาวเทียมได้แล้วละครับ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/wink.gif" alt="Wink" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;    สำหรับท่านที่ใช้ Image ที่ชื่อ Gemini  มีวิธีที่ง่ายกว่าครับ คือสามารถทำได้ที่เครื่อง DreamBox เลยครับ  โดยรบกวนให้โหลดไฟล์ไปอ่านและเอามาหัดทำได้ที่ &lt;a href="http://thaidreambox.bayore.net/index.php?topic=26.0" target="_blank"&gt;คู่มือ DreamBox โดยเลือกชุดที่ 9.&lt;/a&gt; นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:blue;"&gt;&lt;b&gt;7. อิมเมจ (Image) ที่ใช้อยู่เป็นของค่ายไหน?&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;     ผมซื้อเครื่องมา ผมต้องทำยังไงถึงจะทราบว่า Image ที่ใช้อยู่เป็นของอะไร  หรือบางทีท่านเข้ามาถามปัญหา มักจะเจอคำถามกลับว่า แล้ว Image  ที่ใช้อยู่เป็นอะไร &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt; มือใหม่ๆ(เช่นเดียวกับผมเมื่อครั้งเล่นใหม่ๆ อ่านกระทู้ไป  ก็งงไป &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/cheesy.gif" alt="Cheesy" border="0" /&gt;)คงงงเป็นไก่ตาแตกไปกับคำถาม &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/cheesy.gif" alt="Cheesy" border="0" /&gt; (ตูจะดูยังไงอ่ะ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/huh.gif" alt="Huh?" border="0" /&gt;) มา ครับ เรามาดูกันว่าเขาดูกันยังไง ตามผมมาครับ ......&lt;br /&gt;     ปรกติ ถ้าท่านเป็นคนสังเกตสังกา ซัีกหน่อย จะเห็นว่า&lt;span style="color:orange;"&gt;&lt;b&gt;ตอนที่เราเปิดเครื่องครั้งแรก หรือตอนที่เรา Reboot เครื่อง  จะมีภาพโลโก้ ( เขาเรียกกันว่า Boot Logo ครับ) ขึ้นมาให้เห็น 2  ครั้งด้วยกัน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; ขอให้รู้ไว้เลยครับว่านั่นแหละครับ  เครื่องกำลังบอกกับเราว่า Image ที่ใช้อยู่เป็นของค่ายไหน เช่น ถ้าเป็นของ  Gemini ท่านจะเห็นภาพเป็นตัวหนังสือ The GP ครับ และถ้าเป็น Pli Jade  จะเป็นภาพออกเขียวๆ (สีเหมือนเจ้ายักษ์ Hulk &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt;) พร้อมกับมีตัวหนังสือบอกว่าเป็น Pli Jade ครับ  ของค่ายอื่นๆก็จะมีรูปภาพและตัวหนังสือแตกต่างกันออกไปตามแต่ค่ายผู้พัฒนาจะ ใส่มาครับ ..... คงทราบแล้วนะครับ ว่าเขาดูกันยังไง&lt;br /&gt;    อ่ะ แต่.....  เดี๋ยวก่อน ...... ถ้าท่านใช้ Image ที่ผู้พัฒนาไม่ว่าจะเป็นคนไทย  คนจีนหรือชาติอื่นๆ ท่านจะดูจากตรงนี้ไม่ได้นะครับ เพราะท่านๆเซียนทั้งหลาย  (อาจ)จะเปลี่ยนภาพเป็นภาพอื่นๆที่เขาชอบไป  ซึ่งก็(อาจ)จะไม่มีโลโก้หรือตัวหนังสือบ่งบอกอีกต่อไป ก็มี  (อ้าว...แล้วตูจะทำไงละทีนี้ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/huh.gif" alt="Huh?" border="0" /&gt; มาทำให้มึนเพิ่มเข้าไปอีก อีตานี่ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/grin.gif" alt="Grin" border="0" /&gt;)&lt;br /&gt;    ไม่ต้องตกอกตกใจครับ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/wink.gif" alt="Wink" border="0" /&gt; นอกจากวิธีดังกล่าวข้างต้น เรายังมีอีกวิธีที่จะดูครับ &lt;img src="http://thaidreambox.bayore.net/Smileys/default/shocked.gif" alt="Shocked" border="0" /&gt; นั่นก็คือ &lt;span style="color:orange;"&gt;&lt;b&gt;ให้ ท่านกดปุ่ม Menu&gt;Information&gt;About&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; .....  ก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาใหม่ ลองสังเกตให้ดีๆครับ  (โดยส่วนใหญ่)จะมีบอกไว้ภายในหน้าต่างนี้ด้วยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Refer : &lt;a href="http://thaidreambox.bayore.net/index.php?topic=5614.0"&gt;http://thaidreambox.bayore.net&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--&lt;br /&gt;google_ad_client = "pub-6841293924276263";&lt;br /&gt;/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 5/20/10 */&lt;br /&gt;google_ad_slot = "4596769410";&lt;br /&gt;google_ad_width = 728;&lt;br /&gt;google_ad_height = 90;&lt;br /&gt;//--&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type="text/javascript"&lt;br /&gt;src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-4654160504941841082?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/4654160504941841082'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/4654160504941841082'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2010/05/dreambox-faq.html' title='DreamBox :: FAQ'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-5848891658928672063</id><published>2008-07-25T21:11:00.001+07:00</published><updated>2008-07-25T21:14:23.625+07:00</updated><title type='text'>บ้านดิน"ถู่โหลว"มรดกจีนมรดกโลก</title><content type='html'>&lt;table border="0" cellpadding="4" cellspacing="0" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;                                     &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;           &lt;td class="body" align="left" valign="baseline"&gt;             &lt;table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;               &lt;tbody&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" valign="top"&gt;                   &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="500"&gt;                     &lt;tbody&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td align="center" valign="top" width="500"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/551000008682401.JPEG" border="0" height="331" width="500" /&gt; &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td class="Image" align="left" valign="baseline"&gt;หมู่บ้านดินถู่โหลวตั้งอยู่บนภูเขาสูงในมณฑลฝูเจี้ยน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" height="5" valign="top"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" height="5" width="1" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;span style="color:#990066;"&gt;ซินหัวเน็ต - บ้านดินถู่โหลว ตั้งอยู่ที่อำเภอหย่งติ้ง              มณฑลฝูเจี้ยน  &lt;strong&gt;ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกลำดับที่              36 ของจีน              จากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ              หรือยูเนสโก ครั้งที่ 32 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา              &lt;/strong&gt;ซึ่งคณะกรรมการลงความเห็นว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว              อีกทั้งเป็นสัญลักษณ์แห่งภูมิปัญญาของชาวจีนแคะ หรือ              เค้อเจียที่สืบทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น              บ้านดินถู่โหลวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมีทั้งสิ้น 46 หลัง              ลักษณะโครงสร้างของถู่โหลวภายในเป็นไม้ไผ่สาน พอกทับด้วยดินเหนียว              ซึ่งหมู่บ้านดินดังกล่าวกระจายอยู่ในเขตภูเขาด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       บ้านดินถู่โหลวสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้              มีการรักษาและสืบทอดจนถึงยุคปัจจุบันรวมอายุกว่า 800 ปี              ลักษณะทั่วไปของบ้านดินมีรูปทรงเลขาคณิตที่แปลกตาทั้ง              ทรงกลมและสี่เหลี่ยม              บริเวณตรงกลางเปิดโล่ง มีโครงสร้างอาคารที่สลับซับซ้อน              มีจำนวนห้องราว 100-200 ห้อง ห้องครัวและห้องอาหารอยู่ชั้นแรก              ชั้นต่อมาได้แก่ห้องเก็บพืชผลทางการเกษตร ชั้นที่สามและสี่คือห้องนอน              สำหรับบ้านในชั้นที่สองส่วนใหญ่จะเป็นห้องรับแขกซึ่งมีทั้งหมด 35 ห้อง              นอกจากนั้นยังมีห้องสำหรับจัดพิธีคัญๆของบ้านเช่น งานแต่งงาน              งานมงคลรื่นเริงต่างๆ &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#990066;"&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;         &lt;tr&gt;           &lt;td class="body" align="left" valign="baseline"&gt;             &lt;table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;               &lt;tbody&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" valign="top"&gt;                   &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="500"&gt;                     &lt;tbody&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td align="center" valign="top" width="500"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/551000008682402.JPEG" border="0" height="288" width="500" /&gt; &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td class="Image" align="left" valign="baseline"&gt;ภาพถ่ายมุมสูงที่แสดงอาณาเขตของหมู่บ้านดินถู่โหลว&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" height="5" valign="top"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" height="5" width="1" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;         &lt;tr&gt;           &lt;td class="body" align="left" valign="baseline"&gt;             &lt;table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;               &lt;tbody&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" valign="top"&gt;                   &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="500"&gt;                     &lt;tbody&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td align="center" valign="top" width="500"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/551000008682403.JPEG" border="0" height="325" width="500" /&gt; &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td class="Image" align="left" valign="baseline"&gt;ใจกลางของบ้านดินถู่โหลว&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" height="5" valign="top"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" height="5" width="1" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;         &lt;tr&gt;           &lt;td class="body" align="left" valign="baseline"&gt;             &lt;table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;               &lt;tbody&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" valign="top"&gt;                   &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="500"&gt;                     &lt;tbody&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td align="center" valign="top" width="500"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/551000008682404.JPEG" border="0" height="331" width="500" /&gt; &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td class="Image" align="left" valign="baseline"&gt;แต่ละครอบครัวที่อาศัยอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" height="5" valign="top"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" height="5" width="1" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;         &lt;tr&gt;           &lt;td class="body" align="left" valign="baseline"&gt;             &lt;table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;               &lt;tbody&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" valign="top"&gt;                   &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="331"&gt;                     &lt;tbody&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td align="center" valign="top" width="331"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/551000008682405.JPEG" border="0" height="500" width="331" /&gt; &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td class="Image" align="left" valign="baseline"&gt;บ่อน้ำที่ตั้งอยู่กลางใจบ้าน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" height="5" valign="top"&gt;&lt;img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" height="5" width="1" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;         &lt;tr&gt;           &lt;td class="body" align="left" valign="baseline"&gt;             &lt;table align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;               &lt;tbody&gt;               &lt;tr&gt;                 &lt;td align="center" valign="top"&gt;                   &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="500"&gt;                     &lt;tbody&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td align="center" valign="top" width="500"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/551000008682406.JPEG" border="0" height="346" width="500" /&gt; &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;                     &lt;tr&gt;                       &lt;td class="Image" align="left" valign="baseline"&gt;ชายคนหนึ่งกำลังเกลี่ยข้าวเปลือกเมื่อฤดูเก็บเกี่ยวมาถึง&lt;br /&gt;&lt;table border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;td class="body" align="left" valign="baseline"&gt;&lt;span style="color:#003366;"&gt;โดย        ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;     &lt;td class="date" align="left" valign="baseline"&gt;8 กรกฎาคม 2551 16:10    น.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-5848891658928672063?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5848891658928672063'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5848891658928672063'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='บ้านดิน&quot;ถู่โหลว&quot;มรดกจีนมรดกโลก'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-6383232891604737562</id><published>2008-05-27T22:41:00.003+07:00</published><updated>2008-05-27T22:42:13.446+07:00</updated><title type='text'>ทำ linux Boot จาก USB Drive</title><content type='html'>::      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ทำ linux Boot จาก USB Drive&lt;/span&gt;::&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  Fedora  9 ก็ออกมาแล้วนะครับ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Fedora Live USB Creator ที่จะช่วยให้เราได้เล่น Fedora จากพวก อุปกรณ์ thumb drive ได้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;โหลดโปรแกรมที่นี่ครับ  &lt;a class="ext-link" href="https://fedorahosted.org/releases/l/i/liveusb-creator/liveusb-creator-2.3.zip"&gt;&lt;span class="icon"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;liveusb-creator-2.3.zip&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www1.tumserver.com/tumserver/images/stories/liveusb-creator.png" border="0" /&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;h1 id="liveusb-creator"&gt;liveusb-creator&lt;strong&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/h1&gt;&lt;p&gt;The liveusb-creator is a cross-platform tool for easily installing live operating systems on to USB flash drives. &lt;/p&gt;&lt;h2 id="Features"&gt;Features&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Supports downloading various Fedora releases, including &lt;a class="ext-link" href="http://docs.fedoraproject.org/release-notes"&gt;&lt;span class="icon"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;Fedora 9&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;! &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Persistent overlay creation (only works with Fedora 9 right now). This lets you to allocate extra space on your USB stick, allowing you to save files and make modifications to your live operating system that will persist after you reboot. This essentially lets you carry your own personalized Fedora with you at all times &lt;/li&gt;&lt;li&gt;SHA1 checksum verification of known releases, to ensure that you've downloaded the correct bits &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2 id="Download"&gt;Download&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Windows executable: &lt;a class="ext-link" href="https://fedorahosted.org/releases/l/i/liveusb-creator/liveusb-creator-2.3.zip"&gt;&lt;span class="icon"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;liveusb-creator-2.3.zip&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; (8.9M) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2 id="UsingFedora"&gt;Using Fedora&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;See the &lt;a class="ext-link" href="http://fedoraproject.org/wiki/FedoraLiveCD/USBHowTo"&gt;&lt;span class="icon"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;Fedora LiveCD USB HowTo&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; for details on using the livecd-tools. Linux support for the liveusb-creator will exist in future versions. &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2 id="Development"&gt;Development&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;See the liveusb-creator &lt;a class="wiki" href="https://fedorahosted.org/liveusb-creator/wiki/Development"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;Developers Guide&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt; for more information. &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2 id="Pastreleases"&gt;Past releases&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;If for some reason you wish to use an older release, you can find details &lt;a class="wiki" href="https://fedorahosted.org/liveusb-creator/wiki/OnePointZero"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;here&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2 id="Authors"&gt;Authors&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;&lt;u&gt; &lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;a class="ext-link" href="http://fedoraproject.org/wiki/LukeMacken"&gt;&lt;span class="icon"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;Luke Macken&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a class="ext-link" href="http://kushaldas.in/?p=208"&gt;&lt;span class="icon"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#0066cc;"&gt;Kushal Das&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;แหล่งข้อมูล &lt;a href="https://fedorahosted.org/liveusb-creator"&gt;https://fedorahosted.org/liveusb-creator&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-6383232891604737562?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/6383232891604737562'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/6383232891604737562'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/05/linux-boot-usb-drive.html' title='ทำ linux Boot จาก USB Drive'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-3761107456750126019</id><published>2008-05-27T22:38:00.002+07:00</published><updated>2008-05-27T22:40:17.264+07:00</updated><title type='text'>ความแตกต่างระหว่าง UTF-8 กับ TIS-620</title><content type='html'>::      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ความแตกต่างระหว่าง UTF-8 กับ TIS-620&lt;/span&gt;::&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt; ห&lt;/strong&gt;ลายคนคงสงสัยว่ามันจะมีชุดตัวหนังสือ UTF-8 (Unicode Transformation Format) ไปทำไม เราก็ยังใช้ TIS-620 ดีอยู่แล้วไม่เน่าไม่เสีย แต่เนื่องจากตอนนี้CMS หลายๆค่ายหันมาใช้(บังคับใช้) UTF-8 ของ Unicode (ผมเองก็ใช้ UTF-8) แล้วจะถ้าคิดใช้โปรแกรมใหม่ๆ CMS ตัวใหม่ๆ ในอนาคตทั้งหมดจะสนับสนุน UTF-8 อย่างเดียว เช่น AppServ เวอร์ชั่นออกมาใหม่จะเป็น UTF-8 MAMBO 4.6 , Joomla! 1.5 ก็จะใช้ชุด(บังคับ) UTF-8 เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;           UTF-8 เป็นที่มิยมมากเพียงแต่เราไม่ค่อยได้เห็นมันจะๆ จริงๆแล้ว UTF-8 มันอยู่รอบๆเรวเนี้ยครับ อย่างเช่น ชื่อไฟล์ภาษาไทยที่อยู่บน Windows XP นั้นก็เป็น UTF-8 แต่เรายังไม่รู้ตัว, Google (search engine) ก็ทำงานแบบ UTF-8 โดยที่เราไม่รู้ตัว อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมือถือที่เป็น OS Symbian, Pocket PC เค้าก็ใช้ UTF-8 กันแทบทั้งสิ้น เมื่อเห็นว่าอนาคตคงจะได้ใช้โปรแกรม ที่มันสนับสนุน ต่อไปนี้ถึงคราวสิ้นยุคทองของชุดตัวหนังสือ TIS-620 แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt; ความแตกต่างของ UTF-8 กับ TIS-620 มันอยู่ตรงใหน? ชุดตัวหนังสือ UTF-8 เนี้ยสามารถใช้กับภาษาอะไรก็ได้ โดยเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน encoding เลย ถ้า website ของคุณมี 2 ภาษา มันก็โชว์ทั้ง 2 ภาษา (Multi language) ระบบ UTF-8 จะเก็บข้อมูล 1 - 4 ไบต์ต่อ 1 ตัวอักษร รายละเอียดอื่นๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="tips"&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;อ่านเพื่มเติมที่นี่ครับ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/UTF-8"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#105cb6;"&gt;http://en.wikipedia.org/wiki/UTF-8&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ว่าถ้ามองในแง่ลบ UTF-8 ก็ยังไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไหร่นัก และยังเปลืองน้อยที่เก็บข้อมูลกว่าของเดิมถึง 3-4เท่า เพราะ แต่ละตัวจะประกอบไปด้วยชุด ” นะ ” แบบนี้ซึ่ง TIS-620 จะเขียนได้ว่า ” นะ ” จะเห็นได้ว่าพื้นที่ในการเก็บข้อมูล ต้องเยอะขึ้นตามไปด้วย แต่ก็มีข้อดีอยู่บ้างในเรื่องการรองรับหลายภาษา (muli-language) และเราสามารถแปลงตัวอักษรจากแบบ UTF-8 มาเป็นแบบ TIS-620 โดยสามารถใช้ฟังก์ชัน iconv ครับ ใครอยากรู้ลองเข้าไปดูคำสั่งนี้แบบเต็มๆได้ที่นี่ครับ &lt;a href="http://www.php.net/manual/en/function.iconv.php"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#105cb6;"&gt;http://www.php.net/manual/en/function.iconv.php &lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;ส่วนถ้าต้องการ convert จาก UTF-8 มาเป็น TIS-620 ก็ใช้ประมาณนี้ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;echo iconv(’UTF-8, ‘TIS-620′, “helloสวัสดีครับ”); หรือถ้าจาก TIS-620 มาเป็น UTF-8 ก็ประมาณนี้ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;echo iconv( ‘TIS-620′, ‘UTF-8′, “helloสวัสดีครับ”); ซึ่งคำสั่งนี้ถูกหยิบยืมมาจาก library บน unix ที่มีชื่อว่า GNU libiconv ครับ ไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ &lt;a href="http://www.gnu.org/software/libiconv/"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#105cb6;"&gt;http://www.gnu.org/software/libiconv/&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt; แต่ก่อนที่จะใช้คำสั่งนี้ได้ ต้องไป config ในไฟล์ php.ini โดยให้เอา comment บรรทัดนี้ออกครับ extension=php_iconv.dll และให้เอาไฟล์ php_iconv.dll ไปใส่ไว้ที่ c:\windows\system32 ด้วยครับ แล้ว restart apache ใหม่ ก็จะสามารถใช้ได้ครับ&lt;/p&gt;&lt;p class="message"&gt;ฟังก์ชัน iconv ใช้ด้กับ PHP5 เท่านั้นนะครับ&lt;/p&gt;&lt;p class="tips"&gt;&lt;span class="tip"&gt;ข้อดีของ UTF-8&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;รองรับได้หลายภาษา แน่นอนที่สุดสำหรับผมเลือกใช้เพราะสาเหตุนี้ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภาษาโปรแกรมมิ่งทั้งหลายรองรับ UTF-8 &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เข้ากันได้ดีกับรหัส ASCII &lt;/li&gt;&lt;li&gt;การแปลงเป็น Charset ชนิดอื่นไม่ยุ่งยากโดยใช้ ICONV &lt;/li&gt;&lt;li&gt;สามารถเรียงลำดับอักษรภาษาไทยได้ 100% ไม่มีผิดเพี้ยน &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p class="tips"&gt;ข้อเสียของ UTF-8&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;มีปัญหาการทำงานกับฟังก์ชั่นในบางภาษา &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภาษาไทยไม่ได้มีเพียงแค่ TIS-620 (มีทั้ง CP874, MacThai) &lt;/li&gt;&lt;li&gt;อ้างอิงจาก &lt;a href="http://www.gnu.org/software/libiconv/"&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="color:#105cb6;"&gt;http://www.gnu.org/software/libiconv/&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เสียเวลาในการเขียนโปรแกรมแปลงฐานข้อมูล และไฟล์ให้เป็น UTF-8 &lt;/li&gt;&lt;li&gt;การออกแบบฐานข้อมูล (Field) ต้องไม่ยึดติดกับความกว้างตัวอักษรแบบเดิม เพราะ UTF-8 จะเก็บเป็น Byteสรุปคือต้องขยายความกว้าง Field เกือบทุก Field ที่เป็น Varchar เพื่อรองรับ UTF-8 &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แหล่งข้อมูล&lt;span class="small"&gt;&lt;/span&gt;: &lt;a href="http://iaee.wordpress.com/"&gt;&lt;span style="color:#006699;"&gt;http://iaee.wordpress.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;!--adcode--&gt;&lt;!-- START of joscomment --&gt;   &lt;a name="JOSC_TOP"&gt;&lt;/a&gt;          &lt;table class="sectiontableheader" id="CommentMenu" align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="label" align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;  &lt;td class="buttons" align="right"&gt;    &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;      &lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;      &lt;td class="button"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-3761107456750126019?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3761107456750126019'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3761107456750126019'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/05/utf-8-tis-620.html' title='ความแตกต่างระหว่าง UTF-8 กับ TIS-620'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-8360264429687443854</id><published>2008-05-27T22:37:00.003+07:00</published><updated>2008-05-27T22:38:26.825+07:00</updated><title type='text'>Remote ด้วย VNC</title><content type='html'>::      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Remote ด้วย VNC&lt;/span&gt;::&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ก่อนอื่นจะต้องมี 2 ตัวนี้ก่อนนะครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:sack@utopia"&gt;sack@utopia&lt;/a&gt; sack]$ rpm -q vnc vnc-server&lt;br /&gt;vnc-4.0-8.1&lt;br /&gt;vnc-server-4.0-8.1&lt;br /&gt;หากมีแล้วก็ลงมือได้เลยครับ&lt;br /&gt;sudo vi /etc/sysconfig/vncservers&lt;br /&gt;แล้วเพิ่มคำสั่งนี้ตรงท้ายไฟล์&lt;br /&gt;VNCSERVERS="1:sack" ## ใช้ชื่อตาม user นะครับผมเองใช้ชื่อ sack&lt;br /&gt;จากนั้น cd ~ ก่อนครับ เพื่อสร้างรหัสผ่านและไฟล์ที่จำเป็นต่างๆ ของ vnc&lt;br /&gt;[sack@utopia sack]$ vncpasswd&lt;br /&gt;Password:&lt;br /&gt;Verify:&lt;br /&gt;[sack@utopia sack]$ ls -d .vnc&lt;br /&gt;.vnc&lt;br /&gt;[sack@utopia sack]$ ls .vnc&lt;br /&gt;passwd&lt;br /&gt;[sack@utopia sack]$&lt;/p&gt;&lt;p&gt;[sack@utopia sack]$ cd .vnc&lt;br /&gt;[sack@utopia .vnc]$ ls&lt;br /&gt;passwd utopia:1.log utopia:1.pid xstartup&lt;br /&gt;[sack@utopia .vnc]$&lt;br /&gt;แล้ไปแก้ไขไฟล์ xstartup ครับ&lt;br /&gt;vi startup&lt;br /&gt;เอา # หน้า 2 บรรทัดนี้ออก&lt;br /&gt;unset SESSION_MANAGER&lt;br /&gt;exec /etc/X11/xinit/xinitrc&lt;br /&gt;เซฟไฟล์แล้ว start service vnc ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;[sack@utopia sack]$ sudo /sbin/service vncserver restart&lt;br /&gt;Shutting down VNC server: 1:sack [ OK ]&lt;br /&gt;Starting VNC server: 1:sack [ OK ]&lt;br /&gt;[sack@utopia sack]$&lt;br /&gt;จากนั้นก็ใช้งานได้เลยครับ&lt;br /&gt;[sack@utopia sack]$ vncviewer localhost:1&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หรือจะ remote จาก xp ก็ต้องหา vncviewer มาลงก่อนครับ โหลดได้จาก &lt;a href="http://www.realvnc.com/"&gt;http://www.realvnc.com/&lt;/a&gt; ครับ ฟรี..... ลงเสร็จเรียบร้อยก็เปิดโปรแกรมเลยครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;แหล่งข้อมูล&lt;br /&gt;http://www1.tumserver.com/tumserver/content-tumserver/1-article/53-remote-vnc.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-8360264429687443854?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/8360264429687443854'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/8360264429687443854'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/05/remote-vnc.html' title='Remote ด้วย VNC'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-3769516322666089881</id><published>2008-05-27T22:34:00.001+07:00</published><updated>2008-05-27T22:36:42.764+07:00</updated><title type='text'>crontab โปรแกรมตั้งเวลาบน Linux</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;::      crontab โปรแกรมตั้งเวลาบน Linux::&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;h5&gt;&lt;span style="color:#0000ff;"&gt;crontab บน Linux&lt;/span&gt;&lt;/h5&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;       คำสั่ง crontab เป็นคำสั่งในการทำ schedule ในการสั่งโปรแกรม หรือ script ต่างๆ ทำงานตามเวลาที่กำหนด บนระบบ UNIX/LINUX&lt;br /&gt;ซึ่งอำนวยความสะดวกได้มากเลยที่เดียว งานบางอย่างที่จำเป็นต้องทำซ้ำๆในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือ ทุกเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้งาน crontab&lt;br /&gt;คำสั่งและ option ของ crontab มีดังนี้&lt;br /&gt;Code:&lt;br /&gt;crontab filename       การนำเอาคำสั่ง crontab เข้ามาจาก ไฟล์อื่น&lt;br /&gt;crontab -e                   แก้ไข crontab ปัจจุบัน&lt;br /&gt;crontab -l                  ดูคำสั่ง crontab ทั้งหมดที่มีอยู่&lt;br /&gt;crontab -r                 ลบคำสั่ง crontab ที่มีทั้งหมด&lt;br /&gt;crontab -u user           เป็นคำสั่งของผู้ดูแลระบบเท่านั้น(administrators) เพื่อใช้ดู  แก้ไข ลบ crontab ของ user แต่ล่ะคน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;      เมื่อเรียกคำสั่งตามข้างบนแล้ว crontab จะเข้าสู่ระบบการ กำหนด หรือ แก้ไข ซึ่งการ กำหนด หรือแก้ไขนี้ จะเหมือนกับการใช้งาน vi ครับ&lt;br /&gt;ถ้าใครเคยใช้งาน vi แล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไร ถ้าไม่เคยใช้ ก็ดูคำสั่งพื้นฐานของ vi ด้านล่างนะครับ&lt;br /&gt;เมื่อเรียกโปรแกรม crontab ให้ทำงานและขณะอยู่ในโปรแกรม เราสามารถกดคีย์ ดังต่อไปนี้เพื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Code:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    Esc    เพื่อออกมาสู่โหมดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    i        เพื่อการเพิ่ม คำสั่ง ข้อความ เข้าไปใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    x       ลบ ตัวอักษรที่ cursor  วางอยู่ ทีละอักษร ในโหมดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    dd     ลบบรรทัด ทั้งบรรทัด ที่ cursor วางอยู่ทีละแถว ในโหมดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   :q!     ออกโดยไม่ต้องแก้ไขอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   :wq!   เก็บบันทึกข้อความที่แก้ไขแล้วออกจากโปรแกรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสั่งเหล่านี้เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น แต่ก็พอใช้งานคำสั่ง crontab แล้วล่ะครับ ถ้าใครอยากได้มากกว่านี้ต้องศึกษาเพิ่มเอาอีกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกำหนดให้ crontab ทำงาน&lt;br /&gt;------------------------------------&lt;br /&gt;format ของคำสั่ง crontab มีทั้งหมด 6 fields เป็นดังบรรทัดข้างล่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Code:&lt;br /&gt;minute(s) hour(s) day(s) month(s) weekday(s) command(s)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;fields 1-5 เป็นการกำหนดเวลา และ field ที่ 6 เป็นการกำหนดคำสั่ง ดังความหมายของแต่ละ fields ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;Code:&lt;br /&gt;...................................................................................................................................&lt;br /&gt;Field               มีค่า      รายละเอียด&lt;br /&gt;.....................................................................................................................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;minute              0-59         เวลาเป็นนาที จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;hour               0-23         เวลาเป็นชั่วโมง จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;day               1-31          เวลาเป็นวัน จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;month              1-12         เวลาเป็นเดือน จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;weekday         0-6        วันของแต่ละสัปดาห์ มีค่าดังนี้ (อาทิตย์ = 0, จันทร์ = 1, อังคาร = 2, พุธ = 3, พฤหัส = 4, ศุกร์ = 5 และ เสาร์ = 6)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;command      คำสั่ง          เราสามารถกำหนดคำสั่งได้มากมาย รวมทั้ง script ต่างๆ ตามที่เราต้องการ      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างการกำหนด crontab&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเพิ่ม crontab โดยเรียกใช้คำสั่ง crontab -e เมื่อเข้าสู่โปรแกรมแล้ว กด i เพื่อเพิ่ม คำสั่งดังตัวอย่างด้านล่างนี้เข้าไป แล้วทำการบันทึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วออกมาโดยกด Esc แล้วกด :wq!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Code:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;0 8 * * * /usr/bin/mplayer /home/tuxzilla/music/คุณครูครับ.mp3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำสั่งด้านบนจะเป็นการสั่งให้โปรแกรม mplayer เล่นเพลง คุณครูครับ.mp3 ตอน 08:00 น. ของทุกๆวัน (เวลาตื่นนอนของผมเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Code:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;0 0 * * 1 /home/tuxzilla/getlogs.pl&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำสั่งด้านบน จะทำการ Run script getlogs.pl ที่ path /home/tuxzilla ทุกวันจันทร์ ทุกๆเดือน ตอนเที่ยงคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Code:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;0 0 * * 1,5 /home/tuxzilla/getlogs.pl&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   คำสั่งนี้เหมือนคำสั่งด้านบนครับ แต่จะเพิ่มการทำงานในวันศุกร์ด้วย ซึ่งเราสามารถใช้ "," คั่นไปเรื่อยๆได้&lt;br /&gt;เพื่อที่จะกำหนดเพิ่มให้แต่ล่ะ fields หรือใช้ "*"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อการกำหนดเป็นทั้งหมด(หมายความว่า หากที่ field ชั่วโมง เป็น * ก็หมายความว่าต้องทำงานทุกชั่วโมง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงจะมีหลาย user ในเครื่องเดียวกันแต่ยังไง crontab ก้ยังเป็นของใครของมันไม่กวนกันครับ และไม่สามารถดูของกันและกันได้ นอกจากเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ดูแลระบบครับ ถึงตรงนี้แล้วก็คงไม่มีอะไรยากเกินกว่าแล้ว หากแต่ความสะดวกเท่านั้นที่จะมาแทนที หรือใครจะเอามาเป็นนาฬิกา อย่างผมก็ไม่ว่าครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสั่งเพิ่มเติมที่ควรรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;man crontab&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;man cron&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;man at&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;man batch[/u]&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แหล่งข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;http://itweb.lib.ru.ac.th/webboard/00255.html&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-3769516322666089881?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3769516322666089881'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3769516322666089881'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/05/crontab-linux.html' title='crontab โปรแกรมตั้งเวลาบน Linux'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-5143079773952202704</id><published>2008-05-27T22:32:00.004+07:00</published><updated>2008-05-27T22:34:44.852+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Linux'/><title type='text'>Linux Server กับ Windows Server อะไรดีกว่ากัน ?</title><content type='html'>&lt;table class="contentpaneopen"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="contentheading" width="100%"&gt;      &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Linux Server กับ Windows Server อะไรดีกว่ากัน ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td class="buttonheading" align="right" width="100%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td class="buttonheading" align="right" width="100%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td class="buttonheading" align="right" width="100%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table class="contentpaneopen"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td colspan="2" valign="top" width="70%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td colspan="2" class="createdate" valign="top"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td colspan="2" valign="top"&gt;           Linux Server กับ Windows Server  อะไรดีกว่ากัน ?&lt;img src="http://www1.tumserver.com/tumserver/images/stories/imagescao9yyqu.jpg" align="left" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;                ในปัจจุบันระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องแม่ข่าย ( Server) ที่ทำงานบน PC นั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ค่ายใหญ่ๆ&lt;br /&gt;ซึ่งก็คือ Microsoft มี Microsoft Windows Server 2003 เป็นหัวหอกหลัก และค่าย Linux ซึ่งมี Red Hat Enterprise&lt;br /&gt;Linux เป็นทัพหน้า ระบบปฏิบัติการทั้งสองพยายามที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดซึ่งกันและกัน โดยขับเคี่ยวอย่างหนัก&lt;br /&gt;ตลอดมา แต่ไม่ว่าไมโครซอฟต์จะพยายามอย่างไรก็ตาม Linux ก็ยังจะเป็นตัวเลือกแรกสำหรับ Network Admin เสมอ&lt;br /&gt;เราลองมาดูกันบ้างดีกว่าว่า Linux เหนือกว่า Windows ตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายเลือก Linux ก็คือฟรี !! และยังคงมีความเชื่อกันว่า Linux ปลอดภัย&lt;br /&gt;กว่า Windows ถึงแม้ว่าในการประชุม RSA Conference เมื่อวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาจะแสดงให้เห็นว่าระบบ&lt;br /&gt;ปฏิบัติการ Microsoft Windows Server มีชัยเหนือ Linux ในด้านระบบรักษาความปลอดภัยก็ตาม แม้ว่าระบบปฏิบัติการ&lt;br /&gt;Windows จะมีไวรัสและโทรจันหลายตัวมุ่งทำลาย แต่เมื่อมีการค้นพบช่องโหว่ใหม่ๆในระบบปฏิบัติการ ไมโครซอฟต์จะออก&lt;br /&gt;แพตช์ตามมาโดยเฉลี่ยภายใน 30 วันทันที ซึ่งแตกต่างจากในกรณีของ Red Hat Linux ซึ่งกว่าจะมีการออกแพตช์ออกมา&lt;br /&gt;จะใช้เวลาโดยเฉลี่ยถึง 71 วัน &lt;p&gt;&lt;span class="style2"&gt;              &lt;/span&gt;ปัจจัยถัดมาที่ทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายเลือก Linux ก็คือมันสามารถใช้คำสั่ง UNIX ในการจัดการกับตัวระบบ&lt;br /&gt;ปฏิบัติการได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากในกรณีของ Windows Server ซึ่งหากผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้นเคยชินกับระบบ&lt;br /&gt;UNIX มาก่อน ก็ย่อมจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การใช้งานบน Windows Server ใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม Linux ยังสามารถ&lt;br /&gt;คงความเร็วในการใช้งานไว้ได้อย่างดี ยกเว้นในสภาพของการใช้งานบน X-Window ซึ่งทำให้ระบบช้าลงอย่างเห็นได้ชัด &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="style2"&gt;             &lt;/span&gt;Linux เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายเดียวในปัจจุบันที่ไม่มีระบบ Directory Service ซึ่งไม่ว่าจะเป็น Solaris&lt;br /&gt;หรือ Netware รวมทั้ง Microsoft Active Directory ด้วย การที่ Linux ไม่มีบริการ Directory Service นั้นความจริง&lt;br /&gt;ทำให้ Linux ด้อยลงกว่าผู้ผลิตระบบปฏิบัติการเครือข่ายรายอื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่า Directory Service จะทำให้เกิด&lt;br /&gt;การบริการแบบรวมศูนย์ (Centralized Management) และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการพิสูจน์ตัวตน&lt;br /&gt;( Authentication) กับเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย ระบบ Directory Service ยังให้ข้อดีอย่างอื่นอีกเช่น Application ต่างๆ&lt;br /&gt;สามารถนำข้อมูลมาจัดเก็บไว้ใน Directory หรือผสานกับ Directory เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการระบบเครือข่าย&lt;br /&gt;และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Application นั้นๆ อีกด้วย ตัวอย่างของ Application ที่ทำงานบน Directory&lt;br /&gt;ก็คือ Microsoft DNS Server ที่สามารถสร้าง Zone File ที่เป็นแบบ Active Directory Integrated ซึ่งให้ข้อดีสำหรับ&lt;br /&gt;DNS Server ก็คือมันจะเป็น Multi-Master ตามธรรมชาติของ Active Directory ไม่ว่าผู้ดูแลระบบจะไปแก้ไข Zone File&lt;br /&gt;ที่ DNS Server ใดก็ตาม ข้อมูลใน Zone File จะถูก Replicate ไปยังทุกๆ DNS Server ที่อยู่ใน Domain นั้นๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="style2"&gt;            &lt;/span&gt;การจัดการระบบ Linux จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการติดตั้งระบบเครือข่ายบน Linux ให้มีประสิทธิภาพนั้น&lt;br /&gt;จะต้องทำงานบน Text Mode ซึ่งแตกต่างจากบน Windows Server ซึ่งสามารถจัดการระบบเครือข่ายได้จาก&lt;br /&gt;Graphic Enabled Console ได้ทันที โดยบางครั้งผู้ดูแลระบบสามารถที่จะ Query ข้อมูลต่างๆของระบบ Network ได้จาก&lt;br /&gt;Console เดียว โดยการใช้ Microsoft Management Console (MMC) ซึ่งสามารถเพิ่ม Snap-in ได้มากมาย ทำให้ผู้ดูแลระบบ&lt;br /&gt;สามารถดูแลได้ทั้ง DNS Server, DHCP Server, Active Directory รวมไปถึง SQL Server และ Exchange Server ได้ใน&lt;br /&gt;หน้าจอเดียวเลยทีเดียว !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           ระบบ Domain ของ Windows Server ในปัจจุบันพัฒนาไปมาก ไม่ว่าจะในเรื่องของความปลอดภัย ความง่ายดาย&lt;br /&gt;ในการดูแลรักษา และความยืดหยุ่นและการขยายระบบก็เป็นไปได้ง่ายกว่าระบบเครือข่ายที่ใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="style2"&gt;            &lt;/span&gt;แต่จุดอ่อนที่ทำให้ Windows Server เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่ได้รับความนิยมน้อยกว่า Linux ก็คือเป็นระบบ&lt;br /&gt;ปฏิบัติการราคาแพง และยึดติดกับแพลตฟอร์ม PC เท่านั้น แตกต่างจาก Linux ซึ่งสามารถรันได้บน CPU หลากหลายประเภท&lt;br /&gt;และข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งของ Linux ก็คือมันเป็น Open Source ซึ่งมี Application ให้ใช้มากมายทั่วทุกมุมโลก&lt;br /&gt;โดยผู้ดูแลระบบก็ยังสามารถที่จะ Compile Kernel ของ Linux ให้มีความสามารถตามที่เราต้องการได้อีกด้วย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;             แต่ในเมื่อ Windows ยังครองตลาด Desktop และ Mobile Computing อยู่ ทำให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต่างๆ สนใจที่จะ&lt;br /&gt;พัฒนา Driver ของอุปกรณ์ของคนให้สามารถทำงานบน Microsoft Windows ได้ ซึ่ง Microsoft เองก็ได้มีการออกมาตรฐาน&lt;br /&gt;WDM (Windows Driver Model) ซึ่งทำให้ Driver เพียงตัวเดียวสามารถใช้กับระบบปฏิบัติการ Windows ทุกรุ่นที่รองรับ&lt;br /&gt;WDM ซึ่งได้แก่ Microsoft Windows 98 เป็นต้นมา Linux จึงเกิดอาการ Lack of Device Driver ซึ่งทำให้บางครั้งบน&lt;br /&gt;Server มีการอัพเกรดเพิ่มอุปกรณ์ใหม่ๆ แต่ Linux ไม่รู้จัก ต้องรออีกสักระยะหนึ่งจึงจะมี Driver สำหรับ Linux ออกมา&lt;br /&gt;การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆก็จะทำให้เกิดการหยุดทำงานของ Server หรือ Server ทำงานได้ด้อยประสิทธิภาพลงเนื่องจากขาด&lt;br /&gt;Hardware Driver หรือใช้ Hardware Driver ที่ไม่เหมาะสม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;          Windows System ยังมีระบบ Group Policy ที่สามารถกำหนดความสามารถของ User หรือ Computer ได้ ไม่ว่า&lt;br /&gt;าจะเป็นการจำกัดการเข้าถึงโฮสต์ในระบบเครือข่ายหรือการเรียกใช้งานโปรแกรมต่างๆ และที่ขาดไม่ได้ก็คือการติดตั้ง&lt;br /&gt;โปรแกรมอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยี Windows Installer ซึ่งไม่มีบน Linux การกำหนด Policy ยังสามารถทำได้ในหลายระดับ&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นระดับ Domain หรือ Organizational Unit (OU) และ Site ซึ่งหากคุณกำหนด Policy อย่างเหมาะสมแล้วก็จะเป็นการ&lt;br /&gt;ป้องกันระบบเครือข่ายของคุณจากการโจมตีของ Virus หรือ Trojan ต่างๆได้เป็นอย่างดีครับ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="style2"&gt;            &lt;/span&gt;สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ระบบปฏิบัติการเครือข่ายใดก็ตาม ก็ขอให้มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และคุ้มค้าที่สุดสำหรับองค์กร&lt;br /&gt;ของคุณ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทความโดย &lt;span class="style3"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 153, 0);"&gt;LittleGates&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.overclockzone.com/LittleGates/03-05/win_linux/"&gt;http://www.overclockzone.com/LittleGates/03-05/win_linux/&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-5143079773952202704?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5143079773952202704'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5143079773952202704'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/05/linux-server-windows-server.html' title='Linux Server กับ Windows Server อะไรดีกว่ากัน ?'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-7473576856626791779</id><published>2008-05-27T22:30:00.000+07:00</published><updated>2008-05-27T22:31:47.884+07:00</updated><title type='text'>ติดตั้ง Update dyndns.org และ ปัญหา Dynamic DNS True ทรู</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;::      ติดตั้ง Update dyndns.org และ ปัญหา Dynamic DNS  True ทรู::&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ปัญหา Dynamic DNS  True ทรู Update ไม่ได้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีแก้ให้ไปแก้ &lt;a href="http://checkip.dyndns.org/"&gt;&lt;span style="color:#006699;"&gt;http://checkip.dyndns.org&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; ให้เป็น &lt;a href="http://checkip.dyndns.org:8245/"&gt;&lt;span style="color:#006699;"&gt;http://checkip.dyndns.org:8245&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; ในโปรแกรม DynDNS Updater&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หรือไปแก้ที่ config addns.pl ที่ Webcheck เป็น &lt;a href="http://checkip.dyndns.org:8245/"&gt;&lt;span style="color:#006699;"&gt;checkip.dyndns.org:8245&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะให้ทำงานผ่าน port 8245 ให้ใช้งานได้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตัวอย่างการใช้งาน Dynamic DNS&lt;/strong&gt;            &lt;/p&gt;&lt;p&gt;                     เริ่มต้นที่ระบบเครือข่ายภายในบ้าน/สำนักงานของเราก่อน แน่นอนว่าจะต้องมีระบบแลนพร้อมทั้งเร้าเตอร์เพื่อการเข้าสู่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ดังรูปที่ 2 สำหรับท่านที่ใช้ลีนุกซ์เป็นเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ควรเซ็ตโปรแกรมในส่วน Apache ให้เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้เรียบร้อย ในตัวอย่างนี้ผู้เขียนกำหนดให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์นี้มีหมายเลขไอพีเป็น 192.168.0.20จากนั้นให้เปิดเว็บบราวเซอร์เข้าไปตั้งค่าการทำงานของเร้าเตอร์ วิธีการอาจจะแตกต่างกันไปดังที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้ว กรณีของผู้เขียนใช้ 3Com OfficeConnect ADSL Router จึงเซ็ตค่า ทดสอบการทำงานได้ง่ายๆ โดยอาจจะลองเปิดดูเว็บไซต์โดยใช้หมายเลขไอพีของเร้าเตอร์ขณะนั้น ( ใช้เมนูแสดงสถานะของเร้าเตอร์ แล้วอาจจะโทรไปวานเพื่อนให้ช่วยทดลองเข้าเว็บด้วยไอพีนี้ก็ได้ ) ถ้าเข้าเว็บเซิร์ฟเวอร์ของเราได้แสดงว่าระบบ NAT หรือ Virtual Servers ของเราทำงานได้แล้วต่อไปให้เข้าสู่เว็บไซต์ผู้ให้บริการ Dynamic DNS ซึ่งในตัวอย่างนี้เลือกใช้บริการของ &lt;a href="http://www.dyndns.org/"&gt;&lt;span style="color:#006699;"&gt;http://www.dyndns.org&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;               ในขั้นตอนการลงทะเบียนจะต้องกำหนด ชื่อสมาชิก รหัสผ่าน ชื่อโฮสต์และโดเมนที่เลือกใช้งาน ( ผู้เขียนเลือก mycom.homelinux.com ) เมื่อมีการตอบกลับผ่านทางอีเมล์แล้วดาวน์โหลดโปรแกรม Addns.pl จาก http://www.funtaff.com/software/addns.pl/ ซึ่งเป็น Freeware ขนาดเพียง 17.3 KB เท่านั้น   ให้แตกไฟล์ addns-1.2.tar.gz ลงที่ /root แล้วเข้าสู่ไดเร็คทอรี่ /root/addns-1.2 จะเห็นไฟล์ที่ addns.pl เป็นตัวโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษา Perl ไฟล์ addns.conf.sample เป็นไฟล์คอนฟิกตัวอย่างที่เราจะสำเนาไปใช้งานในชื่อ /etc/addns.conf และไฟล์ README ที่เป็นเอกสารคู่มือเพียงชิ้นเดียวที่มีอยู่แต่ก็เพียงพอต่อการศึกษาเพื่อใช้งานแล้ว ในการติดตั้งให้สำเนาไฟล์ addns.pl ไปไว้ที่ /usr/local/sbin    การคอนฟิกโปรแกรมควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับบริการ DynDNS.org ไว้ให้พร้อม ได้แก่ &lt;/p&gt;&lt;table class="contentpaneopen"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td colspan="2" valign="top"&gt;&lt;li&gt;ชื่อโฮสต์ ใช้กำหนดที่ update_host โดยโปรแกรมนี้สามารถทำงานได้กับโฮสต์มากกว่าหนึ่งชื่อ โดยใช้เครื่องหมายคอมม่า(,)&lt;br /&gt;คั่นระหว่างแต่ละชื่อ &lt;/li&gt;&lt;li&gt;วิธีการตรวจสอบหาหมายเลขไอพี ในที่นี้จะกำหนดให้ใช้วิธีตรวจสอบจากเว็บไซต์ checkip.dyndns.org &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ชื่อและรหัสผ่านของยูสเซอร์สมาชิกที่ลงทะเบียนไว้ แล้วเปิดไฟล์ /etc/addns.conf แล้วแก้ไขข้อความดังตัวอย่าง ซึ่งได้เพิ่มเติมส่วนของ Log ขึ้นเพื่อให้จัดเก็บผลการทำงานไว้ตรวจสอบด้วย ซึ่งข้อความของ Log จะอยู่ที่ไฟล์ /var/log/addns.log .&lt;/li&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;การสั่งให้โปรแกรมทำงานทำได้โดยสั่งโดยตรงจากบรรทัดคำสั่ง โดยพิมพ์ในฐานะ root&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;# addns.pl -c=/etc/addns.conf&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;    &lt;/strong&gt;จะปรากฏผลการทำงานทั้งบนจอภาพและเก็บไว้ที่ Log ด้วย ซึ่งในการใช้งานจริงควรกระตุ้นการทำงานด้วยโปรแกรม Cron โดยตั้งเวลาให้ทำงานทุกๆ 1-3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้วสำหรับอินเตอร์เน็ตแบบ ADSL ที่มีลักษณะเป็น Always Online ในกรณีที่เราทำการปรับปรุงหมายเลขไอพีไปยัง DynDNS.org ถี่เกิดไปนั้น จะได้รับการปฏิเสธจากเซิร์ฟเวอร์โดยเป็นนโยบายของผู้ให้บริการอยู่แล้ว ดังนั้นการปรับปรุงหมายเลขไอพีซ้ำจึงไม่เกิดผลเสียแต่อย่างใด นอกจากทำให้ไฟล์ Log ของเราเพิ่มขนาดโดยไม่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งในส่วนการดูแล Log ควรบริหารไฟล์ Log นี้ด้วยระบบ Log Rotate ด้วยจะลดภาระผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ลงไปได้&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;แหล่งข้อมูล&lt;br /&gt;http://www1.tumserver.com/tumserver/content-tumserver/1-article/73-update-dydnsorg.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-7473576856626791779?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/7473576856626791779'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/7473576856626791779'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/05/update-dyndnsorg-dynamic-dns-true.html' title='ติดตั้ง Update dyndns.org และ ปัญหา Dynamic DNS True ทรู'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-5559344001567524191</id><published>2008-05-27T22:21:00.003+07:00</published><updated>2008-05-27T22:26:30.893+07:00</updated><title type='text'>Command MySQL ผู้ดูแลระบบ</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;      Command MySQL ผู้ดูแลระบบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;          วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับ MySQL บ้างครับ เพราะวันนี้ได้ติดตั้ง MySQL Version ใหม่บน RedHat Enterprise 3 เลยได้โอกาสในการทบทวนความรู้ของ mysql ด้วย เพราะนานมากแล้วครับที่ไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับ mysql เลย วันนี้ผมขอรวบรวม command line ที่ควรทราบเบื้องต้นครับ เล็กๆน้อยๆก่อนครับ วันหลังมีเวลาหรือได้ศึกษาเพิ่มเติมจะเข้ามาเขียนเพิ่มเรื่อยๆครับ อย่างน้อยผมคิดว่าสามารถเปิดมาดูได้ เวลาปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;commandline ที่ควรทราบสำหรับ mysql&lt;br /&gt;===============================&lt;br /&gt;คำสั่งในการเปลี่ยน password ของ root สำหรับ mysql&lt;br /&gt;mysqladmin -u root password new-password&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออาจจะใช้อีกวิธี คือเมื่อทำการติดตั้ง mysql เสร็จใหม่ๆ password สำหรับ root จะไม่มี ดังนั้นเราสามารถเข้าสู่ command line ของ mysql ได้ดังนี้&lt;br /&gt;#mysql -u root -p&lt;br /&gt;mysql&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถเปลี่ยน password ได้จาก command นี้&lt;br /&gt;mysql&gt;set password = password("enterpassword")&lt;br /&gt;mysql&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสั่ง Create Database&lt;br /&gt;mysql&gt; create database databasename;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;คำสั่งแสดง database&lt;br /&gt;mysql&gt; show databases;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสั่งเข้าใช้ database&lt;br /&gt;mysql&gt; use databasename;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสั่งแสดง table ใน database&lt;br /&gt;mysql&gt; show tables;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสั่งดูข้อมูลของ table&lt;br /&gt;mysql&gt; describe tablename;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเป็นคำสั่งในการสร้าง database&lt;br /&gt;คำสั่งสร้าง database&lt;br /&gt;mysql&gt; create database databasename;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสั่งลบ database&lt;br /&gt;mysql&gt; drop database databasename;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ backup mysql&lt;br /&gt;===================&lt;br /&gt;ตัวอย่างการใช้ mysqldump ในการ backup mysql&lt;br /&gt;mysqldump -u username -p database_name &gt; /path/backup.sql&lt;br /&gt;เป็นการ backup ทุก table ใน database ที่ชื่อ database_name ไปไว้ที่ไฟล์ backup.sql สามารถ Restart กลับคืนได้ด้วยคำสั่ง&lt;br /&gt;mysql -u username -p database_name &lt; /path/backup.sql&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าต้องการบีบอัดไฟล์ที่ backup ก็สามารถทำได้โดยใช้ command&lt;br /&gt;mysqldump -u username -p db_name | gzip &gt; backup.sql.gz&lt;br /&gt;ซึ่งเวลาคล้ายการบีบอัดไฟล์ก็ใช้คำสั่ง&lt;br /&gt;gunzip backup.sql.gz&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถเขียน shell script ให้ทำการ backup ทุกๆวันได้ ซึ่ง shell script อาจจะเขียนได้ดังนี้&lt;br /&gt;#!/bin/sh&lt;br /&gt;date=`date -I`&lt;br /&gt;mysqldump --opt --all-databases | gzip&lt;br /&gt;&gt; /var/backup/databasebackup-$date.sql.gz&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก shell script เป็นการ backup ทั้ง database ที่มีอยู่ &lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;div class="heading"&gt;การ Reset Password MySQL&lt;/div&gt;&lt;div class="body" style="padding: 10px;"&gt;หากลืม password หรือต้องการ reset วิธีตามนี้เลยครับ&lt;br /&gt;เปิด /etc/my.cnf&lt;br /&gt;ในส่วนของ [mysqld] ใส่คำนี้เพิ่ม&lt;br /&gt;skip-grant-tables&lt;br /&gt;ทำการ save แล้ว restart mysqld ด้วยคำสั่ง&lt;br /&gt;service mysqld restart&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าไปแก้ password ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table class="news" align="center" border="0" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;mysql -uroot&lt;br /&gt;mysql&gt;use mysql;&lt;br /&gt;mysql&gt; update user set Password = PASSWORD('pass') where User ='root';&lt;br /&gt;mysql&gt; FLUSH PRIVILEGES;&lt;br /&gt;mysql&gt; exit&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสร็จแล้วเอาค่า skip-grant-tables ออกใน /etc/my.cnf&lt;br /&gt;แล้ว restart mysqld ใหม่ คำสั่ง&lt;br /&gt;service mysqld restart&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;p&gt;การ Backup Database MySql ผมว่าทำได้ค่อนข้างง่ายและสะดวกดี นอกจากนี้ยังสามารถดูผลการ backup ได้ง่ายๆ ด้วยเนื่องจากจะถูกสร้างออกมาเป็น SQL statement ที่สามารถอ่านได้ไม่ยากครับ จริงๆการทำการ backup อาจจะใช้ phpMyAdmin ทำก็ได้ แต่หลังจากผมลองใช้ mysqldump ดูแล้ว พบว่าการใช้ mysqldump เร็วกว่ากันแบบเทียบไม่ติด และยังสามารถทำให้เป็น auto ก็ได้โดยใช้ร่วมกัน cron บน unix ครับ ก่อนอื่นมาดู format ของ command ดูก่อนครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#0000ff;"&gt;mysqldump --user [username] --password=[password] [databasename] &gt; [dump file]&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดย --user [username] ก็ใช้ใส่ username ของ database เข้าไปครับ หรือ password ก็ให้ใส่ password ที่ใช้กับ username ที่ระบุเข้าไปครับ หากไม่มี username และ password ก็ไม่ต้องใส่เข้าไปครับ ส่วน databasename ก็คือชื่อ database ที่เราจะทำการ backup ครับ dump file ก็เป็น file backup ที่เราจะเก็บเอาไว้ครับ ลองดูตัวอย่าง เช่น database ชื่อ abc , username เป็น user1 และ password เป็น pass1 ให้เก็บไว้ใน dump file ชื่อ back.sql ก็ใช้ command ได้ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#0000ff;"&gt;mysqldump --user user1 --password=pass1 abc &gt; back.sql&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จะเห็นว่าไม่ยากเลยนะครับ หรือหากเป็น database ชื่อ abc แต่ไม่ได้สร้าง username กับ password ไว้ และให้เก็บไว้ใน file back.sql ก็สามารถระบุได้ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#0000ff;"&gt;mysqldump abc &gt; back.sql&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ครับเมื่อเรา backup database กันได้แล้วคราวนี้มาดูวิธีการ restore กันบ้างครับ วิธีการก็ไม่ยากครับ ใช้คำสั่ง mysql ได้เลยครับ โดยมี format ประมาณนี้ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#0000ff;"&gt;mysql [database name] &lt; [backup file name]&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เช่นเราจะเอาคืนจาก file ที่เรา backup ไว้เมื่อกี้ ก็&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#0000ff;"&gt;mysql abc2 &lt;&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หรือหากเรามี username กับ password ด้วยก็เหมือนกันครับคือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#0000ff;"&gt;mysql --user user1 --password=pass1 abc2 &lt;&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งจะเห็นว่าผม restore กลับมาที่ database อีกตัวชื่อ abc2 ครับ ซึ่งก่อนจะ restore ได้ก็ต้องสร้าง database ตัวนี้ขึ้นมาก่อนนะครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เอาเป็นว่าผมจบแค่นี้ก่อนครับ จริงๆยังมี option ของ mysqldump อีกนิดหน่อย แต่คิดว่าคงน่าจะไม่ได้ใช้เท่าไหร่ ทำ backup&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="font-weight: normal; color: rgb(153, 153, 153);"&gt;ข้อมูลจาก :: http://www1.tumserver.com/tumserver/content/74-command-mysql--.html&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-5559344001567524191?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5559344001567524191'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5559344001567524191'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/05/command-mysql.html' title='Command MySQL ผู้ดูแลระบบ'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-6022157475995076715</id><published>2008-05-25T09:06:00.002+07:00</published><updated>2008-05-25T09:20:21.925+07:00</updated><title type='text'>วิธีเปิดไฟล์ DjVu</title><content type='html'>&lt;div class="Post" id="post-71"&gt; &lt;div class="PostHead"&gt; &lt;h1&gt;วิธีเปิดไฟล์ DjVu&lt;/h1&gt;&lt;/div&gt;รายละเอียดเบื้องต้นของ DjVu&lt;br /&gt;     DjVu (pronounced "déjà vu") is a new image compression technology developed since 1996 at AT&amp;amp;T Labs to solve precisely that problem. DjVu allows the distribution on the Internet of very high resolution images of scanned documents, digital documents, and photographs. DjVu allows content developers to scan high-resolution color pages of books, magazines, catalogs, manuals, newspapers,historical or ancient documents, and make them available on the Web.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หลายคนนะครับที่ไปดาวน์โหลดไฟล์เอกสารต่างๆ มาอ่าน เมื่อคลาย zip ออกมาแล้ว ปรากฏว่าต้องงงกันอีกรอบ นั้นเป็นเพราะ พบกับนามสกุลไฟล์ที่ไม่คุ้นเคย นามสกุลไฟล์ที่พบกับเป็นนามสกุล .djvu เปิดอย่างไรก็เปิดไม่ได้ ครั้นจะลบทิ้งก็เสียดาย เพราะใช้เวลาดาวน์โหลดมานานพอสมควร งานนี้ เรียกว่ากลืนไม่เข้า คายไม่ออกเลยหละครับ&lt;div class="PostContent"&gt; &lt;p&gt;     แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมมีวิธีเปิดอ่านง่ายๆ คล้ายกับไฟล์จำพวก PDF ทั่วๆ ไป ครับ เราสามารถเปิดอ่านโดยใช้ Web Browser อย่าง IE หรือ จะเป็นหมาย่างอย่าง FireFox ก็ได้ แต่จำเป็นต้องมีตัวช่วยนิดหน่อยครับ ตัวช่วยที่ว่านี้เป็น Plug in ตัวเล็กๆ ที่ดาวน์โหลดมาติดตั้งได้ไม่เกิดหนึ่งนาทีก็สามารถเปิดอ่านเอกสารออนไลน์ได้แล้ว วิธีการมีดังนี้ครับ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span id="more-71"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;เข้าไปที่เว็บไซต์ &lt;a href="http://www.lizardtech.com/download/dl_download.php?detail=doc_djvu_plugin&amp;amp;platform=win"&gt;http://www.lizardtech.com/download/dl_download.php?detail=doc_djvu_plugin&amp;amp;platform=win&lt;/a&gt; ไฟล์มีขนาดเพียง 900 Kb. สามารถทำเป็น Auto Install ได้เลยครับ คล้ายกับติดตั้ง Plug in อย่าง Flash Player ครับ&lt;/p&gt; &lt;p&gt;หรือจะไปที่&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.lizardtech.com/download/download.php?dl=DJVUCNTL_61_EN.EXE" target="_blank"&gt;http://www.lizardtech.com/download/d...CNTL_61_EN.EXE&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;   บอกอีกนิดครับ Plug in ตัวนี้ สามารถใช้งานได้ทั้ง MS Windows, Linux และ Mac OS ครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt; &lt;/div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-6022157475995076715?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/6022157475995076715'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/6022157475995076715'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/05/djvu.html' title='วิธีเปิดไฟล์ DjVu'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-8268292268266488646</id><published>2008-04-10T00:46:00.001+07:00</published><updated>2008-04-10T00:52:39.561+07:00</updated><title type='text'>เปิดโลกมืดด้วยหนังสือเสียง</title><content type='html'>&lt;table style="table-layout: fixed;" cellpadding="5" cellspacing="0" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="100%" valign="top" width="85%"&gt;&lt;div class="post"&gt;เปิดโลกมืดด้วยหนังสือเสียง&lt;br /&gt;โยธิน อยู่จงดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ คำคำนี้สามารถใช้ได้กับทุกคน เว้นแต่ผู้พิการทางสายตาจำนวนกว่า 2 ล้านคนในประเทศไทย ที่ขาดโอกาสทางการมองเห็นโลกกว้างและรับรู้เรื่องราวต่างๆ ด้วยตาของเขาเอง ข้อมูลข่าวสารเดียวที่เขาสามารถรับรู้ได้ก็คือข้อมูลทางการฟังและการสัมผัส โดยมี 2 สื่อ สำหรับผู้พิการทางสายตาที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนก็คือ หนังสือเบรลล์ และหนังสือเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับหนังสือเบรลล์นั้นค่อนข้างไปได้ด้วยดี มีโปรแกรมและเครื่องพิมพ์ที่จะเปลี่ยนจากตัวอักษรปกติไปเป็นอักษรเบรลล์ได้อย่างรวดเร็ว แต่หนังสือเสียงนั้นอย่างไรเสียก็ต้องใช้ “คน” ในการอ่านหนังสือแต่ละเล่มจนจบ เพราะใช่ว่าผู้พิการทางสายตาทุกคนจะสามารถอ่านอักษรเบรลล์ได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงได้เกิดโครงการสร้างหนังสือเสียงเพื่อคนตาบอด เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการผลิตหนังสือเสียงเพื่อผู้พิการทางสายตาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น โครงการหนังสือเสียง “พรจากฟ้า” ของบริษัท การบินไทย หรือ โครงการ “อ่านหนังสือ เพื่อคนตาบอดไทย” ของร้านบีทูเอส หรือจะเป็นโครงการผลิตหนังสือเสียงของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยเอง ก็ล้วนแต่เปิดมาเพื่อรอนักอ่านคนดี มาร่วมแบ่งปันความสุขให้ผู้พิการทางสายตาด้วยกันทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำแนะนำจากนักอ่านใจดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงที่หญิงสาว 2 คนได้เข้าไปนั่งอ่านหนังสือเรื่องดอกแก้ว ซึ่งเป็นหนังสือนวนิยายที่ห้องอัดเสียงจัดเตรียมไว้ให้ ปิ่นปัญญา เรียงรุ่งโรจน์ ผู้ช่วยนักวิจัย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้ามาอ่านหนังสือเสียงเป็นครั้งแรก หลังจากถูกหว่านล้อมอยู่นานจากรุ่นน้องผู้แสนน่ารักคนหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การเข้ามาอ่านหนังสือเสียงที่นี่เป็นครั้งแรก หลังจากที่รุ่นน้องในที่ทำงานชวนให้มาอ่านอยู่หลายเดือน เพราะน้องเขาก็เข้ามาอ่านหลายครั้ง วันนี้พอเราได้เข้ามาอัดเสียงแล้วเรารู้สึกว่า เราภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคม แต่ก่อนเราอ่านหนังสือคนเดียวก็อ่านในใจไปได้เรื่อยๆ แต่พอมาอ่านหนังสือเสียงเราต้องอ่านให้ดี ให้ชัดเจน ไม่ขาดตกบกพร่อง ต้องนึกถึงคนฟังตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การอ่านหนังสือเสียงนั้นจะต่างกับการอ่านหนังสือทั่วไปที่เราอ่านในใจ ซึ่งเราจะอ่านได้เร็วกว่าและไม่ต้องสนใจเรื่องการออกเสียงมากนัก แต่พอเรามาออกเสียงจะกลายเป็นคนละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกเสียง ร.เรือ ต้องชัดเจน คำควบกล้ำ ล.ลิง ต้องไม่ช้า ไม่เร็วจนเกินไป จึงกลายเป็นว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ามาอ่านได้ทั้งหมด บางคนที่มีปัญหาเรื่องสำเนียงการอ่านไม่ชัดเจนจะกลายเป็นปัญหาสำหรับการฟังของคนตาบอดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทางที่ดีก็คือ ควรจะซ้อมก่อนการอ่านทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ เพื่อความรวดเร็วในการอ่าน แรกๆ คงจะมีติดขัดบ้าง คิดว่าถ้ามาอัดเสียงครั้งต่อๆ ไปเราจะอ่านได้คล่องขึ้น” ปิ่นปัญญา เล่าอย่างมีความสุข หลังออกมาจากห้องผลิตหนังสือเสียงบีทูเอส เพื่อคนตาบอด ชั้น 3 สาขาเซ็นทรัลเวิลด์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผลิตหนังสือเสียงที่บีทูเอส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าหน้าที่ประจำห้องผลิตหนังสือเสียงบีทูเอส บอกว่า คิวอัดเสียงของเดือน พ.ย. ได้ถูกจองจนเต็มตั้งแต่เดือนที่แล้ว มีทั้งคนเก่าคนใหม่ผลัดกันเข้ามาอ่านไม่ขาดสาย โดยเราจะเปิดให้อาสาสมัครลงชื่อเพื่อจองห้องอัดเสียงไว้ล่วงหน้า 1 เดือน เพราะมีคนให้ความสนใจสมัครอ่านหนังสือเสียงเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเครื่องไม้เครื่องมือในการอ่านมีเพียงคอมพิวเตอร์ ไมโครโฟน และซอฟต์แวร์สำหรับอัดเสียง ผู้ที่เข้ามาใช้งานครั้งแรกเราจะแนะนำการใช้งานซอฟต์แวร์ในเบื้องต้น ซึ่งการใช้งานนั้นไม่มีอะไรยุ่งยากมากนัก เพราะตัวซอฟต์แวร์ในห้องอัดเสียงอย่างโปรแกรม Plextalk เองก็จัดว่าง่ายต่อการใช้งาน มีลูกเล่นในการตัดต่อเสียงสำหรับการอ่านหนังสือเสียงเพื่อคนตาบอดโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งสำคัญก็คือ การอ่านออกเสียงต้องชัดเจน ไม่ดัง ไม่ค่อยจนเกินไป ร.เรือ คำควบกล้ำ การเว้นวรรค ต้องชัดเจน การอ่านเว้นวรรคที่ผิดจะทำให้ความหมายนั้นผิดเพี้ยนไป เช่น ห้ามสุภาพสตรีใส่กางเกง (วรรค) ในสถานที่ราชการ ความหมายก็ชัดเจน แต่ถ้าเราอ่านเว้นวรรคเป็น ห้ามสุภาพสตรีใส่กางเกงใน (วรรค) สถานที่ราชการ ความหมายจะผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรจากฟ้า ห้องอัดหนังสือเสียงทั่วประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเชื่อว่าการอ่านหนังสือเสียงคงมีนักอ่านหลายคนสนใจอยากจะเป็นอาสาสมัครบ้าง แต่ติดที่ว่าไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ และยังมีห้องบันทึกเสียงแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น โครงการอ่านหนังสือเสียง “พรจากฟ้า” ของการบินไทย จึงได้สร้างห้องสำหรับอ่านบันทึกเสียงเคลื่อนที่ไว้ถึง 2 ห้อง เพื่อตระเวนไปตั้งไว้ตามจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ให้นักอ่านต่างจังหวัดได้มีโอกาสทำความดีถวายในหลวงบ้าง เพราะโครงการนี้ได้นำหนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสือรวมพระราชดำริ มาเป็นหัวข้อหลักในการอ่านเพื่อส่งมอบกับหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธีระสิน แสงรังษี ผู้จัดการกองบริหารงานข่าว การบินไทย บอกกับเราว่า โครงการอ่านหนังสือเสียง พรจากฟ้า นั้นเป็นโครงการเพื่อให้ผู้พิการทางทางสายตาได้ฟังหนังสือพระราชนิพนธ์ และพระบรมราโชวาทที่สำคัญๆ จากเสียงของอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ซึ่งนอกจากอาสาสมัครจะได้อ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ให้ผู้พิการทางสายตาได้ฟังแล้ว ตัวเขาเองก็ยังได้อ่านเรื่องราวดีๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมอบให้แก่ปวงชนชาวไทยอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นอกจากนี้ เรายังหวังด้วยว่าเมื่ออาสาสมัครได้อ่านหนังสือแล้ว วันหนึ่งเมื่อเขาเกิดปัญหาชีวิตขึ้นมา เขาอาจจะนำแนวทางพระราชดำรัสไปช่วยแก้ปัญหาชีวิตในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่งเป็นเป้าหมายลึกที่เราได้ตั้งใจทำโครงการนี้ขึ้นมา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการอ่านหนังสือเสียงเพื่อคนตาบอดในโครงการพรจากฟ้านั้น จะมีเจ้าหน้าที่ของโครงการให้คำแนะนำและเทรนเรื่องการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องในระดับหนึ่งก่อน จากนั้นเวลาอัดเสียงเจ้าหน้าที่จะเป็นคนคอยกำกับการอ่าน ให้ชัดเจนถูกต้องอีกครั้ง เพื่อจะได้นำเสียงที่อาสาสมัครอัดไว้นำไปใช้ได้จริง หรือจะขอสำเนาเสียงใส่แผ่นซีดีกลับบ้านเป็นความทรงจำที่ดีๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าไม่สะดวกในการเข้าร่วมโครงการอ่านหนังสือเพื่อคนตาบอดดีๆ ทั้ง 2 โครงการ ชนิดาภา เพ็ชรรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด บอกว่า ยินดีรับอาสามาสมัครทุกคนเข้าโครงการห้องสมุดเสียง ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีอาสาสมัครจำนวนมากที่เสนอตัวเข้ามาช่วย ซึ่งเราก็ยินดีเปิดรับทุกคน ไม่ว่าจะเข้ามาอ่านในห้องอัดเสียงของทางสมาคม ส่งมาเป็นเทป หรือว่าจะส่งมาเป็นไฟล์ดิจิตอล เรารับได้หมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงแค่โทรศัพท์มาลงชื่อ เราจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเรื่องการอ่าน หรือต้องการอ่านหนังสือที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อของทางสมาคมก็เสนอชื่อเข้ามาก่อน เพราะว่าสมาคมเองจะมีการคัดเลือกหนังสือที่ดีที่สุดเท่านั้น เพื่อเก็บไว้ในห้องสมุดเสียงของทางสมาคม อย่างหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์ หนังสือที่มีชื่อเสียงระดับโลก และหนังสือที่ให้ความรู้ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันโครงการห้องสมุดเสียงของเรามีกำลังผลิตหนังสือเดือนละ 5-10 เล่ม จนถึงปัจจุบันเรามีหนังสือเสียงมากกว่า 5,000 เล่มในห้องสมุดของเราแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอ่านหนังสือเสียงนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเริ่มลงมือทำเมื่อไหร่ อย่ามัวแต่รอเพราะโอกาสในการทำความดีนั้นไม่ได้หายากและลำบากเลย แต่ต้องรีบหน่อย เพราะคนที่รออยู่คือผู้พิการทางสายตา ที่รอโอกาสอ่านหนังสือเสียงดีๆ จากทุกๆ คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โชคดีที่ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีด้านเสียงมากมายเข้ามาช่วยในการทำงานง่ายมากขึ้น แต่ก่อนนั้นการหาซื้อวอล์กแมนแต่ละเครื่องราคาสูงหลายพันบาท แต่เดี๋ยวนี้เครื่องเล่นเอ็มพี 3 ราคาไม่ถึง 1.5 พันบาทก็สามารถใช้งานได้ดีเท่ากัน สิ่งที่เรากำลังจะบอกก็คือ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีเครื่องเล่นที่มีความสามารถในการอัดเสียง และเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว คุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถช่วยผู้พิการทางสายตานับล้านคน ให้เขาได้ฟังหนังสือเสียงดีๆ สักเล่มด้วยตัวของคุณเอง และต่อไปนี้คือเทคนิคในการทำหนังสือเสียงด้วยตัวคุณเองอย่างง่ายๆ กันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการบันทึกหนังสือเสียงด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.อ่านก่อนสัก 1 รอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การซ้อมอ่านหนังสือเล่มที่เราจะทำเป็นหนังสือเสียงก่อนสัก 1 รอบจะช่วยให้การอัดเสียงเป็นไปด้วยความง่ายดายมากขึ้น โดยการอ่านในรอบแรกนั้นเราจะทำเครื่องหมายเว้นวรรคการอ่าน รวมทั้งการมาร์กตำแหน่งสุดท้ายที่เราจะหยุดบันทึกไฟล์เป็นช่วงๆ ในขั้นตอนแรกนี้ค่อนข้างสำคัญ เพราะนอกจากทำให้เรารู้จังหวะตอนอ่านอัดเสียงว่าควรจะหยุดช่วงไหนแล้ว ยังสามารถสร้างอารมณ์ในการอ่านได้ตรงกับเนื้อหาได้ดีขึ้น เช่นประโยคที่สื่อถึงความเศร้า เราจะอ่านเสียงเรียบก็ฟังดูแปลกๆ อยู่ และที่สำคัญก็คือการอัดเสียงจะทำให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ห้องอัดเสียงอย่างง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ก็มาถึงการหาห้องอัดเสียงกัน ห้องอัดเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตาสำหรับอาสาสมัครนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องที่เลิศหรูบุด้วยฉนวนกันเสียงอย่างดี เพียงแต่เป็นห้องในบ้าน หรือที่ทำงานที่มีความเงียบในระดับหนึ่งไม่ต้องถึงกับวังเวง ก็สามารถใช้เป็นห้องอัดเสียงได้แล้ว หรือจะใช้รถยนต์ส่วนตัวไปจอดในที่เงียบสงบอัดเสียงก็ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.อ่านย่อหน้าละ 1 ไฟล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายท่านสงสัยว่าทำไมต้องอ่านย่อหน้าละ 1 ไฟล์ ความชอบตรงนี้คงต้องยกให้แนวคิดของโปรแกรม Plextalk ของห้องผลิตหนังสือเสียงบีทูเอสเพื่อคนตาบอด โปรแกรมนี้จะใช้การจับเสียงและเซฟของมูลเป็นวรรคๆ และนำมารวมกันเป็นไฟล์เสียงเดียวในขั้นตอนสุดท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อดีของมันก็คือ ถ้าเราอ่านพลาดในวรรคไหนเราก็ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปตั้งต้นใหม่ เพียงแค่ลบไฟล์เสียงที่เราอ่านพลาดออกไปแล้วอ่านประโยคที่ถูกต้องซ้ำอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ในขั้นตอนการอัดของเราก็เพียงแต่อ่านตามสเต็ปที่เราทำเครื่องหมายในขั้นตอนแรกเอาไว้ พอจบหนึ่งย่อหน้า เราก็บันทึกไฟล์ลงในเครื่องอัดเสียงดิจิตอลแล้วเริ่มขั้นตอนการอัดย่อหน้าต่อไปในไฟล์ใหม่ อาจดูยุ่งยากไปสักหน่อย แต่สำหรับมือใหม่หัดอ่านจะช่วยให้เราไม่ต้องเริ่มต้นอ่านไกลจากจุดที่อ่านพลาดมากนัก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราคิดว่าอ่านได้คล่อง จะเพิ่มเป็น 2 ย่อหน้าต่อ 1 ไฟล์ก็ไม่ว่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.ปรับความดังอย่างน้อย 10-20 เดซิเบล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยการอัดเสียงที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น โดยอาศัยการฟังระดับความดังเป็นพักๆ ก็ได้ แต่ทั้งนี้คำแนะนำจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยก็คือ อ่านให้ดังและชัดเจนเข้าไว้ ที่เหลือเรายังสามารถนำมาปรับได้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.ใช้โปรแกรมรวมเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการรวมเสียง โปรแกรมที่ใช้ในการรวมเสียงนั้นก็มีอยู่หลายโปรแกรม แต่โปรแกรมที่เราขอแนะนำก็คือ โปรแกรมนีโร เวฟ เอดิเตอร์ (Nero wave editor) โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมตัดต่อเสียงธรรมดาตัวหนึ่งที่ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรมากมายนัก แต่สิ่งสำคัญที่คิดว่าทุกคนน่าจะชอบก็คือ เป็นฟรีโปรแกรมที่มักจะแถมมาตอนซื้อเครื่องเขียนแผ่นซีดีหรือดีวีดี โดยเวอร์ชันที่เราแนะนำเป็นเวอร์ชันที่ 6 (ปัจจุบันโปรแกรมนีโรจะอยู่เวอร์ชันที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มต้นการรวมไฟล์เสียงเข้าด้วยกันก็เพียงแค่เปิดโปรแกรมนีโร เวฟ เอดิเตอร์ ขึ้นมา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.1 ไปที่ File &gt; Open เปิดไฟล์แรกของหนังสือเสียงที่เราอัดไว้ รอสักพักโปรแกรมจะทำการสแกนข้อมูลเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.2 จากนั้นให้เลือกที่ Edit &gt; Insert File เพื่อเลือกไฟล์เสียงอันต่อไป เอามาต่อกับไฟล์แรก รอโปรแกรมสแกนไฟล์สักพักจะเห็นว่าความยาวของไฟล์เสียงนั้นเพิ่มมากขึ้น ให้เลือกคำสั่ง Edit &gt; Insert File เปิดไฟล์เสียงต่อไปเรื่อยๆ จนจบบท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.3 จากนั้นให้ทำการเซฟไฟล์ File &gt; Save เลือกนามสกุลไฟล์เป็น Mp3 หรือ Mpeg4 ตั้งชื่อเป็นบทที่อ่าน ปิดไฟล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นให้ทำซ้ำตามขั้นตอนที่ 5.1-5.3 ในบทต่อๆ ไปจนจบเล่ม สุดท้ายในขั้นตอนการเขียนแผ่นซีดีเพื่อส่งไปยังสมาคมคนตาบอดฯ ให้เลือกเป็นโหมดการเขียนข้อมูล แทนการบันทึกเป็นแผ่นเสียง เพราะเมื่อถึงมือสมาคมผู้เชี่ยวชาญในห้องอัดเสียงจะนำไปปรับแต่งอีกครั้งตามความเหมาะสมครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ยากเลยใช่ไหมละครับสำหรับการอ่านหนังสือเพื่อผู้พิการทางสายตาที่คุณเองก็ทำได้ เหตุผลที่ผมให้เลือกใช้เครื่องอัดเสียงดิจิตอลอย่างเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ก็เพราะราคาไม่แพงมาก บวกกับความคล่องตัวใช้งานสูง สำหรับผู้ที่สนใจเป็นอาสาสมัครแต่ไม่มีความรู้เรื่องการใช้โปรแกรมมากนัก อาจจะอัดเสียงตามขั้นตอนที่ 1-3 จากนั้นเซฟใส่คอมพิวเตอร์ ตั้งชื่อไฟล์เรียงลำดับให้ชัดเจนแล้วส่งให้สมาคมคนตาบอดฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดำเนินการต่อให้ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่านี้เราก็อิ่มบุญ สุขใจ ได้ความรู้ แถมยังได้หัดพูดภาษาไทยที่ถูกต้องกันอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราสนใจอ่านหนังสือเสียงที่บีทูเอส โทร.สอบถามไปได้ที่ 02-646-1270-3 ต่อ 365&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการอ่านหนังสือเสียง “พรจากฟ้า” ในช่วงนี้จะตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ต เชียงใหม่ ถึงวันที่ 2 ธ.ค. 2550 เซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ถึงวันที่ 2 ธ.ค. 2550 และที่บริษัท การบินไทย สำนักงานใหญ่ ในวันที่ 4-11 ธ.ค.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ติดต่อร่วมเป็นอาสาสมัครอ่านหนังสือเสียงได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด โทร. 02-583-6518 หรือ 02-962-5818 ต่อ 12, 13, 14&lt;br /&gt;28-11-50&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=magazine&amp;amp;id=206140" target="_blank"&gt;http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=magazine&amp;amp;id=206140&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;       &lt;/td&gt;      &lt;/tr&gt;      &lt;tr&gt;       &lt;br /&gt;     &lt;/tr&gt;     &lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;              &lt;a name="msg502"&gt;&lt;/a&gt;                                                       &lt;table style="table-layout: fixed; width: 673px; height: 1646px;" cellpadding="5" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;       &lt;td height="100%" valign="top" width="85%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-8268292268266488646?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/8268292268266488646'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/8268292268266488646'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/04/blog-post.html' title='เปิดโลกมืดด้วยหนังสือเสียง'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-3141739841669904160</id><published>2008-03-16T11:47:00.003+07:00</published><updated>2008-03-16T11:54:57.123+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นอราห์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Norah jones'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Jazz'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โจนส์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แจซซ์'/><title type='text'>Norah Jones::นอราห์ โจนส์ เจ้าหญิงเพลงแจซซ์</title><content type='html'>&lt;div class="topic4"&gt;นอราห์ โจนส์ เจ้าหญิงเพลงแจซซ์&lt;/div&gt; &lt;table style="width: 480px;"&gt; &lt;tbody&gt; &lt;tr&gt; &lt;td valign="top"&gt; &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt; &lt;tbody&gt; &lt;tr&gt; &lt;td align="center" valign="top"&gt; &lt;div id="hlblTable" style="display: inline; width: 100%; height: 15px;"&gt;&lt;span id="contendspan"&gt; &lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="5" width="100%"&gt; &lt;tbody&gt; &lt;tr&gt; &lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;a onclick="poppic(157717,1,0)" href="javascript:;"&gt;&lt;img class="news_detail_img" src="http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70916.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td class="messageblack" align="center" height="20" valign="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;a onclick="poppic(157717,1,1)" href="javascript:;"&gt;&lt;img class="news_detail_img" src="http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70917.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td class="messageblack" align="center" height="20" valign="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;a onclick="poppic(157717,1,2)" href="javascript:;"&gt;&lt;img class="news_detail_img" src="http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70918.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td class="messageblack" align="center" height="20" valign="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;a onclick="poppic(157717,1,3)" href="javascript:;"&gt;&lt;img class="news_detail_img" src="http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70919.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td class="messageblack" align="center" height="20" valign="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;a onclick="poppic(157717,1,4)" href="javascript:;"&gt;&lt;img class="news_detail_img" src="http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70920.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td class="messageblack" align="center" height="20" valign="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt; &lt;tr&gt; &lt;td class="message-normal" style="height: 10px;" align="center" valign="top"&gt; &lt;script type="text/javascript"&gt; // URLs of slides var slideurl = new Array('http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70916.jpg','http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70917.jpg','http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70918.jpg','http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70919.jpg','http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/entertainment/3/16/157717_70920.jpg') ; // Comments displayed below the slides var slidecomment = new Array('','','','',''); var picNo = new Array('0','1','2','3','4'); var i; var j; var picturecontent='' function poppic(ncId,NewsType,picNum){ window.open('../../html/popup_news/popup_news_popuppic.htm?' + slideurl[picNum] + '?Daily News Online : Entertainment','','resizable=1,HEIGHT=200,WIDTH=200'); } function createtable(){ picturecontent ='&lt;table width="100%" cellspacing="5" cellpadding="0" border="0"&gt;' ; for (i=0;i&lt;=(slideurl.length-1);i++) {picturecontent +='&lt;tr&gt;' ;picturecontent +='&lt;td valign="top" align="center"&gt;' ;picturecontent += '&lt;a href="javascript:;" onclick="poppic(157717,1,'+i+')"&gt;';picturecontent += '&lt;img class="news_detail_img" src="'+slideurl[i]+'" /&gt;&lt;/a&gt;' ;picturecontent += '&lt;/td&gt;' ;picturecontent +='&lt;/tr&gt;' ;picturecontent +='&lt;tr&gt;' ;picturecontent += '&lt;td class="messageblack" valign="middle" align="center" height="20"&gt;' ;picturecontent+=slidecomment[i] ;picturecontent +='&lt;/td&gt;' ;picturecontent +='&lt;/tr&gt;' ;}picturecontent+='&lt;/table&gt;' ; document.getElementById("hlblTable").innerHTML='&lt;span id="contendspan"&gt;'+picturecontent+'&lt;/span&gt;'; } createtable();&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt; &lt;td valign="top"&gt; &lt;p&gt;หากจะกล่าวถึงศิลปินหญิงที่มากด้วยความสามารถและมีน้ำเสียงที่ไพเราะจับใจแล้วละก็  นอราห์ โจนส์ คือชื่ออันดับต้น ๆ ในใจของนักฟังเพลงทั่วโลก  และในอนาคตข้างหน้าเธออาจก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงชั้นนำของใครต่อใครอีกหลายคน  เนื่องจาก     ว่าเธอกำลังมีผลงานภาพยนตร์รักหวาน  ฉ่ำครั้งแรกเรื่อง My Blueberry  Nights หรือชื่อไทยว่า “มาย บลูเบอร์รี ไนท์ 300 วัน 5,000 ไมล์ ห่างไกลไม่ห่างกัน”  และมีโปรแกรมเข้าฉายบ้านเรา 20 มีนาคมนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ นอราห์ โจนส์  เป็นศิลปินชาวอเมริกันที่ร้อนแรง เพราะคว้ารางวัล   แกรมมี่ อวอร์ด ได้ถึง 11  รางวัล ที่แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นศิลปินที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง  และยังเป็นศิลปินแจซซ์รุ่นใหม่ที่กำลังโด่งดัง จนทำให้นิตยสารโรลลิง สโตน  จัดให้เธอเป็น 1 ใน 10 ศิลปินที่น่าจับตามอง โดยเปรียบเทียบว่า  เธอมีลักษณะบางประการคล้ายคลึงกับ โจนี มิทเชลล์  กอปรกับเสียงร้องของเธอนั้นมีส่วนผสมของบลูส์กับคันทรี  คล้ายคลึงกับการผสมผสานระหว่าง นินา  ซิโมน กับ พาสตี ไคลน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอราห์ โจนส์  ลืมตาดูโลกเมื่อ 30 มีนาคม พ.ศ. 2522 ในเมืองนิวยอร์ก  และเติบโตอย่างเรียบง่ายในรัฐเทกซัสกับแม่เพียงลำพัง  โดยไร้เงาของนักดนตรีชื่อดังชาวอินเดีย ราวี ชานการ์ ผู้เป็นพ่อ      นอราห์ โจนส์  โปรดปรานงานดนตรีที่เรียบง่ายและฟังสบายของ บิลลี ฮอลิเดย์ และบิล อีแวนส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงสมัยมัธยมฯปลาย นอราห์ โจนส์ ได้รับรางวัลชนะเลิศสาขานักร้องแจซซ์  และเพลงประพันธ์ดีเด่นจากการประกวด Down Beat Student Music Awards ในปี 2539  และได้รับรางวัลรองชนะเลิศสาขานักร้องแจซซ์ดีเด่นจากการประกวดเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเดือนตุลาคมปี  2540 เธอได้บันทึกเทปเดโมจำนวนมากให้แก่บริษัทบลูโน้ตเรคคอร์ด ด้วยเหตุนี้ทำให้  นอราห์ โจนส์ ได้มีส่วนร่วมในงานดนตรีกับ ชาร์ลี ฮันเตอร์ ผลงานชุด Come Away With  Me ได้รับการบันทึกเสียงโดย เครก สตรีท กับโปรดิวเซอร์ผู้เป็นตำนานอย่าง อริฟ    มาร์ติน อัลบั้มดังกล่าวได้รับความสนใจ    จากนักฟังเพลงอย่างกว้างขวางเมื่อวางตลาดในปี 2545&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยชุด Come Away With  Me ได้รับรางวัลแพลตินัมจากการขายแผ่นได้สูงถึง 18 ล้านชุด ทำให้เธอคว้ารางวัล    แกรมมี่มาครองถึง 8 สาขา และในปี 2547 นอราห์ โจนส์ ทำอัลบั้ม Feels Like Home  ส่งผลให้เธอคว้าแกรมมี่ อวอร์ด มาครองได้อีก  และยังได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินหญิงยอดเยี่ยมกับศิลปินหญิงยอดเยี่ยมสาขาเพลงป๊อป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนอัลบั้มที่สาม  Not Too Late ยังประสบความสำเร็จอย่างมากมายท่วมท้น ติดอันดับ 1 อัลบั้มขายดีในกว่า  20 ประเทศทั่วโลก สำหรับ   ผลงานการแสดงใน My Blueberry Nights นั้น  เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัว ละครที่ชื่อ อลิซาเบธ    รับบทโดย นอราห์ โจนส์  หญิงสาวผู้ผิดหวังจากความรัก ได้เริ่มต้นการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง  โดยมุ่งหวังที่จะให้ตัวเธอไกลจากการอกหัก  แต่ประสบการณ์ที่ได้รับจากคนแปลกหน้าหล่อหลอม    ให้อลิซาเบธสดใสขึ้น และค่อย ๆ  ที่จะเริ่มปล่อยให้อดีตผ่านไป  เมื่อเธอได้ค้นพบเส้นทางใหม่สำหรับตัวเธอคือเส้นทางไปสู่รักแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับการแสดงโดย  หว่อง กาไว ซึ่ง นอราห์ โจนส์ กล่าวว่า ในการพูดครั้งแรกเธอคิดว่าหว่องต้องการดนตรี  แต่สุดท้ายเขาอยากให้เธอรับบทนำของเรื่อง ซึ่งเป็นครั้งแรกของ นอราห์ โจนส์  ในการแสดงภาพยนตร์ และยังเป็นครั้งแรกของ หว่อง กาไว ที่กำกับภาพยนตร์  ที่พูดภาษาอังกฤษอีกด้วย.&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.dailynews.co.th"&gt;หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (2008-03-16)&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลเพิ่ม :  &lt;a href="http://www.norahjones.com"&gt;http://www.norahjones.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt; &lt;p align="right"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 51, 0);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-3141739841669904160?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3141739841669904160'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3141739841669904160'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/03/norah-jones.html' title='Norah Jones::นอราห์ โจนส์ เจ้าหญิงเพลงแจซซ์'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-766777992170477113</id><published>2008-03-15T21:51:00.001+07:00</published><updated>2008-03-15T21:54:01.867+07:00</updated><title type='text'>นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 "สมัคร สุนทรเวช"</title><content type='html'>นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 "&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สมัคร สุนทรเวช&lt;/span&gt;"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;img src="http://th.f571.mail.yahoo.com/ya/download/th/ShowLetter?box=Inbox&amp;amp;MsgId=9550_1011860_235852_4466_0_0_23344_660584_3661340756&amp;amp;bodyPart=1.12&amp;amp;YY=28988&amp;amp;order=down&amp;amp;sort=date&amp;amp;pos=0&amp;amp;view=a&amp;amp;Idx=1" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;  &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;span class="mw-headline"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;ประวัติ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;p align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;"นายสมัคร สุนทรเวช" เป็นบุตรของ เสวกเอก พระยาบำรุงราชบริพาร (  เสมียน สุนทรเวช ) กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร ( อำพัน จิตรกร ) เป็นหลานลุงของ  มหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี ( สุ่น สุนทรเวช )  นายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นหลานตาของ  มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร ( จันทร์ จิตรกร ) จิตรกรประจำสำนัก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;นายสมัครเป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 6 คนดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;div align="left"&gt; &lt;ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;  &lt;li&gt;พ.อ.(พิเศษ) พ.ญ.มยุรี พลางกูร - อดีตรองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระมงกุฎ    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;นางเยาวมาลย์ ราชวังเมือง - ประกอบธุรกิจส่วนตัว    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พล.อ.อ.สมมต สุนทรเวช - อดีตที่ปรึกษา ทอ. (ถึงแก่กรรมแล้ว)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;นายสมัคร สุนทรเวช    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;นายมโนมัย สุนทรเวช - พนักงานรัฐวิสาหกิจ    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;นายสุมิตร สุนทรเวช - นักการเมือง &lt;/li&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;นายสมัคร สมรสกับ คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ที่ปรึกษาด้านการเงิน ของบริษัทใน  เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีบุตรสาวฝาแฝด คือ กานดาภา และกาญจนากร  ปัจจุบันสมรสแล้วทั้งคู่ จากการที่ภรรยาทำงานอยู่กับบริษัทเอกชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505  สถานะการเงินของภรรยา มั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวได้ นายสมัคร  จึงมิได้ทำงานประจำกับหน่วยงานใด โดยได้ทำงานด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว  มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span class="mw-headline"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;ประวัติการศึกษา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;  &lt;li&gt;ก่อนประถม โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ประถม โรงเรียนเทเวศน์ศึกษา    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;มัธยม โรงเรียนเซนต์คาเบรียล    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;อาชีวะ โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;อุดมศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;/li&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/ul&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;h3&gt;&lt;span class="mw-headline"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;ศึกษาเพิ่มเติม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/h3&gt; &lt;ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;  &lt;li&gt;ประกาศนียบัตรวิชามัคคุเทศก์ (คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;Dip. in Accounting and Business Administration จาก Bryant &amp;amp; Stratton    College สหรัฐอเมริกา &lt;/li&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/ul&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;h2&gt;&lt;span class="mw-headline"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;ประวัติการทำงาน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/h2&gt; &lt;ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;  &lt;li&gt;พ.ศ. 2496 : เจ้าหน้าที่สอนเครื่องลงบัญชีไฟฟ้า National Cash    Registered Co.,Ltd. (พ.ศ. 2496-2497)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2497 : เสมียนแผนกรถยนต์    และภายหลังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าแผนกเครื่องอะไหล่ Barrow Brown Co.,Ltd.    (พ.ศ. 2497-2502)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2502 : ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกเครื่องอะไหล่ Loxley Bangkok Co.,Ltd.    (พ.ศ. 2502-2504)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2504 : Free Lance Guide, World Travel Service Co.,Ltd. (พ.ศ.    2504-2506)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2507 : ผู้จัดการแผนกเครื่องอะไหล่ บริษัทเอื้อวิทยาพาณิชย์ จำกัด    (พ.ศ. 2507-2509)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2510 : Dietary Aid, Fox Rever Rehabilitation Hospital, Chicago    U.S.A. (พ.ศ. 2510-2511)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2512 : ผู้จัดการแผนกเครื่องอะไหล่ บริษัท เอื้อวิทยาพาณิชย์ จำกัด    (พ.ศ. 2512-2513)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2513 : ผู้บริหารฝ่ายขาย John Deere Thailand Co.,Ltd. (พ.ศ.    2513-2514)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2514 : เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล    ประจำประเทศไทย (พ.ศ. 2514-2516)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2516 : ลาออกจากงานประจำและทำงานการเมืองอย่างเดียวเรื่อยมา    เนื่องจากภรรยามีรายได้มั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวแล้ว &lt;/li&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/ul&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;h2&gt;&lt;span class="mw-headline"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;ประวัติทางการเมือง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/h2&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;นายสมัครเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยสมัครเข้าเป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี  พ.ศ. 2511 เริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.  2514 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518  ในชีวิตการเมืองเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายสมัครได้รับการแต่งตั้งเป็น  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในหลายกระทรวง ได้แก่&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 2 (15  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2518)&lt;br /&gt;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  ในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 3 (20 เมษายน พ.ศ.2519 - 23 กันยายน พ.ศ. 2519) &lt;br /&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (8 ตุลาคม พ.ศ.  2519 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2520)&lt;br /&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์ 2 (30 เมษายน พ.ศ. 2526 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2529) &lt;br /&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (9 ธันวาคม พ.ศ.  2533 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534)&lt;br /&gt;รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา  คราประยูร (7 เมษายน พ.ศ. 2535 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535)&lt;br /&gt;รองนายกรัฐมนตรี  ในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา (13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539) &lt;br /&gt;รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 - 8  พฤศจิกายน พ.ศ. 2540) &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สรุปประวัติทางการเมืองได้ดังนี้&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;  &lt;li&gt;พ.ศ. 2511 : เข้าเป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2511 - 2519)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2514 : สมาชิกสภาเทศบาลนครกรุงเทพมหานคร (ได้รับเลือกตั้ง เมื่อ 15    สิงหาคม พ.ศ. 2514)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2516 : สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 10 ธ.ค.16) และ    สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.16)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2518 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ม.ค. 2518)    &lt;ul&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2518 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;   &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2519 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2519)    &lt;ul&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2519 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย      &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2519 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2519 - 2520) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;   &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2522 : ก่อตั้งพรรคประชากรไทย และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค    &lt;ul&gt;&lt;li&gt;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2522)      &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง และสถาบันการเงิน (พ.ศ. 2523 - 2526) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;   &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2526 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2526)    &lt;ul&gt;&lt;li&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2526 - 2529) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;   &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2529 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2529)    &lt;ul&gt;&lt;li&gt;ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง (พ.ศ. 2529 - 2531) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;   &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2531 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2531)    &lt;ul&gt;&lt;li&gt;ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ (พ.ศ. 2531 - 2533) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;   &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2533 : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2533 - 2534)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2535 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (มี.ค. 2535)(ก.ย.    2535)    &lt;ul&gt;&lt;li&gt;ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม (พ.ศ. 2535 - 2538) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;   &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2538 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2538)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2539 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (พ.ย. 2539)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2543 : ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ศ. 2543 - 2547)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2550 : รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;พ.ศ. 2551 : นายกรัฐมนตรี &lt;/li&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/ul&gt; &lt;div&gt;&lt;span class="mw-headline"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;พ.ศ. 2517 ตริตาภรณ์มงกุฏไทย&lt;br /&gt;พ.ศ. 2518 ตริตาภรณ์ช้างเผือก&lt;br /&gt;พ.ศ. 2519  ทวิติยาภรณ์มงกุฏไทย&lt;br /&gt;พ.ศ. 2520 รัตนาภรณ์ (ชั้นที่ ๒ )&lt;br /&gt;พ.ศ. 2522  ประถมภรณ์มงกุฏไทย&lt;br /&gt;พ.ศ. 2524 ประถมภรณ์ช้างเผือก&lt;br /&gt;พ.ศ. 2526  มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก&lt;br /&gt;พ.ศ. 2527 ทุติยจุลจอมเกล้า&lt;br /&gt;พ.ศ. 2527 มหาวชิรมงกุฏ &lt;br /&gt;พ.ศ. 2539 ประถมดิเรกคุณาภรณ์&lt;br /&gt;พ.ศ. 2545 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt; &lt;h2&gt;&lt;span class="mw-headline"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;งานอื่นๆ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/h2&gt; &lt;ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;  &lt;li&gt;เขียนบทความ และความคิดเห็นทางการบ้านการเมืองแบบไม่ประจำใน สยามรัฐ,    สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ถึง 2516    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เขียนบทความการเมืองในหนังสือพิมพ์ประชาไทย (พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2520)    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;เขียนบทความในคอลัมน์ประจำ (มุมน้ำเงิน) หนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ ตั้งแต่    พ.ศ. 2521 จนถึง พ.ศ. 2537    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้ดำเนินรายการ ชิมไปบ่นไป    &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้ดำเนินรายการ เช้าวันนี้..ที่เมืองไทย ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5  &lt;/li&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/ul&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;u&gt;ที่มา วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-766777992170477113?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/766777992170477113'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/766777992170477113'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/03/25.html' title='นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 &quot;สมัคร สุนทรเวช&quot;'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-2011511394855148398</id><published>2008-03-15T20:40:00.002+07:00</published><updated>2008-03-15T20:44:36.470+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แฟชั่น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อินเดีย'/><title type='text'>อินเดีย : มองอินเดียมุมใหม่</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#0080ff;"&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif;font-size:180%;"&gt;มองอินเดียมุมใหม่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;span style="font-family:MS Sans Serif, sans-serif;font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt; &lt;div&gt;              &lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif, sans-serif;font-size:85%;"&gt;อินเดียกำลังฮ็อต! ในแวดวงต่างๆ ของเวทีโลก ทั้งธุรกิจ การเมือง  การท่อง  เที่ยว ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะและแฟชั่น  ส่วนในเมืองไทยเองก็ไม่น้อยหน้า ภาพของ &lt;span style="color:#ff9900;"&gt;"อินเดีย"&lt;/span&gt;  ในเวลานี้ มีความน่าสนใจในหลากหลายแง่มุม อย่างไม่น่าเชื่อ...&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif, sans-serif;font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt; &lt;table border="0" cellpadding="1" cellspacing="0" width="100%"&gt;   &lt;tbody&gt;   &lt;tr&gt;     &lt;td valign="top"&gt;       &lt;div&gt; &lt;/div&gt;       &lt;div&gt;&lt;img src="http://www.247freemag.com/_admin/photo/2470000219.jpg" border="0" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/td&gt;     &lt;td valign="top"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif, sans-serif;"&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;                    1 ใน 2 ชาติจากเอเชีย ที่เหล่าประเทศตะวันตกกำลังกลัวเกรงที่สุดว่าจะกลาย        เป็นชาติผู้ทรงอิทธิพลของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือประเทศจีนและอินเดีย        ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่สืบย้อนไปได้ไกลกว่าหลายประเทศในตะวันตกหลายเท่าเท่านั้น        แต่ทั้งจีนและอินเดียในเจเนอเรชั่นปัจจุบัน        นับได้ว่ากระจายอิทธิพลและมีบทบาทอยู่ในแวดวงต่างๆ...โลกเคยจารึกชื่ออินเดียไว้        มีทั้งนางงามโลกและนางงามจักรวาล มีผู้กำกับที่ยืนอยู่&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;       &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;                    แถวหน้าของฮอลลีวู้ด มีโรงแรมระดับห้าดาวที่ได้ชื่อว่าบริการมาตรฐาน        &lt;strong&gt;"อินเตอร์ฯ"&lt;/strong&gt; ... และการท่องเที่ยวอินเดียกำลัง&lt;span style="color:#666666;"&gt;บูม ในขณะที่ภาคธุรกิจ    อินเดียก็มีนักธุรกิจ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;รุ่นใหม่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำลังมีบทบาทในระดับโลกเป็นอย่างมากด้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;&lt;strong&gt; Strong Identity&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;  &lt;/span&gt; &lt;div&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;              Indra Nooyi ซีอีโอหญิงชาวอินเดียแห่งบริษัท PepsiCo ยังคงสวมชุด 'ส่าหรี'  ไปออกงานธุรกิจอยู่บ่อยๆ ใน  ขณะที่ประเทศต่างๆ  ทั่วโลกยอมศิโรราบให้กับภาพยนตร์ Hollywood  แต่อินเดียกลับสร้างอุตสาหกรรมหนังขนาดใหญ่ 'Bollywood' เป็นของตนเอง  แถมยังขายตั๋วได้มากกว่ากว่าหนังฮอลลีวู้ดนำเข้าเสียอีก นี่ยังไม่นับรวมพฤติกรรม  และวัฒนธรรมของคนอินเดียที่เขายังปฎิบัติกันอย่างเข้มงวดไม่ต่างจากประเพณีดั้งเดิมทำให้  &lt;strong&gt;'ความเป็นอินเดีย'&lt;/strong&gt; ยังคงมีกลิ่นอายอยู่อย่างแข็งแกร่ง  แม้ว่าประเทศและบุคคลากรจะพัฒนาจนโมเดิร์นไปไหนต่อไหนแล้วก็ตาม &lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt; &lt;div&gt;&lt;span style="font-family:MS Sans Serif, sans-serif;font-size:85%;color:#666666;"&gt;    &lt;br /&gt;              จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสินค้าหรูหราของชาวอินเดียโดยนิตยสาร Time  พบว่าที่ผ่านมาไม่มีแบรนด์หรูต่างชาติยี่ห้อไหนที่จะโค่นแบรนด์หรูที่ผลิตโดยคนอินเดียเองได้เลย  แบรนด์หรูซึ่งเป็นที่นิยม 6 อันดับ ตกเป็นแบรนด์อินเดียเอง 3  อันดับด้วยกัน...&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;/div&gt; &lt;div&gt; &lt;table border="0" cellpadding="1" cellspacing="0" width="100%"&gt;   &lt;tbody&gt;   &lt;tr&gt;     &lt;td valign="top"&gt;&lt;img src="http://www.247freemag.com/_admin/photo/2470000220.jpg" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-2011511394855148398?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/2011511394855148398'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/2011511394855148398'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2008/03/blog-post.html' title='อินเดีย : มองอินเดียมุมใหม่'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-848075741654120824</id><published>2007-07-23T21:38:00.000+07:00</published><updated>2007-07-23T21:38:07.657+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย : ทำไมนักศึกษานิยมไปเรียนที่อินเดียกันน่ะ</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ทำไมนักศึกษานิยมไปเรียนที่อินเดียกันน่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศึกษาต่ออินเดีย:ประหยัดแต่มีคุณภาพ&lt;br /&gt;ประเทศอินเดียได้รับการยอมรับอย่างมากว่าเป็นดินแดน&lt;br /&gt;ของความเชื่อ ปัจจุบันนี้ชื่อเสียงในด้านการศึกษาได้รุดหน้า&lt;br /&gt;ไปมาก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี และอินเดียยังผลิตอุปกรณ์&lt;br /&gt;ในด้านเทคโนโลยีส่งออกเป็นมูลค่ามหาศาลต่อประเทศ&lt;br /&gt;นี้เป็นส่วนหนึ่งของการเจริญด้านการศึกษาและเทคโนโลยี&lt;br /&gt;กระทั่งมีการจัดอันดับมหาวิทยาในด้านต่าง ๆ ของเอเชีย&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยของอินเดีย เช่น Indian Institute of Technology (IIT)&lt;br /&gt;ก็เป็นสถาบันที่อยู่อันดับต้น ๆ ของเอเชีย เปิดสอนด้านเทคโนโลยี&lt;br /&gt;และวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท เอก&lt;br /&gt;ส่วนในด้านการบริหาร Indian Institute of Management (IIM)&lt;br /&gt;ก็เป็นอันดับหนึ่งของเอเชียในภาวะปัจจุบันการศึกษาที่อินเดียนั้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ เพราะที่นั่นค่าครองชีพจะไม่สูง แต่ในด้านการศึกษานั้นมีคุณภาพสูง สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอนถือว่าดีเยี่ยม เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีหอพักหรือบ้านพักใกล้มหาวิทยาลัยของแต่ละแห่ง ในช่วงปิดภาคเรียนจะเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะอินเดียขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหนึ่งของการท่องเที่ยวของโลก มีทั้งทะเลทราย แม้กระทั่งหากชอบเล่นสกี ก็มีให้สนุกในฤดูหนาว การศึกษาดี มีการท่องเที่ยว จึงเป็นกำไรสำหรับการศึกษาต่อในต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเสมอกับนักศึกษาต่างชาติที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เพราะอินเดียนั้นจะให้โอกาสนักศึกษาต่างชาติไม่ต้องสอบเข้า แต่จะมีโควตาให้แต่ละประเทศ และไม่ต้องใช้ TOEFL, IELTS (ยกเว้นบางมหาวิทยาลัย) ในการสมัครเรียน นักศึกษาไทยจึงมีความสุขมากในการได้เข้าเรียน แต่พอเรียนไปใกล้สอบนักเรียนไทยดูจะเป็นประเทศแรกที่ไม่ค่อยสบาย (ใจ) เพราะภาษาไม่ค่อยจะแข็งแรง ส่วนการเรียนในห้องอาจารย์จะชอบถามนักเรียนจากชาติต่างๆ แต่พอมาเจอนักเรียนไทย ซึ่งมักจะชอบใช้สัญลักษณ์ของประเทศไทยในการตอบคำถาม คือ Land of smile (ยิ้มอย่างเดียว) จนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะเข้าใจนักศึกษาไทยเป็นอย่างดี และการศึกษาในอินเดียนั้นไม่ใช่จะมีแต่การศึกษาเท่านั้น แต่วิธีการในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าก็ถูกสอนเสมอ ดังคำที่ว่า (Simple living and high thinking) “อยู่อย่างเรียบง่าย แต่คิดให้สูงๆ” นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาที่นั่นจะมีหลายสาขาให้เลือกเรียน แต่ที่นักเรียนไทยให้ความสนใจคือในด้าน&lt;br /&gt;ศาสนาปรัชญา เทคโนโลยี การเมืองการปกครอง การค้าและการบริหาร&lt;br /&gt;แต่เห็นจะมีมากคือนักเรียนระดับมัธยม ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้นทุก ๆ ปี&lt;br /&gt;นักเรียนในระดับนี้จะอยู่โรงเรียนประจำโดยส่วนมาก มหาวิทยาลัยที่มีสาขาเปิด&lt;br /&gt;สอนให้เลือกหลากหลายที่น่าสนใจ เช่น Delhi University, Jawaharlal Nehru University,&lt;br /&gt;Pune University เป็นต้น ในส่วนของการบริหารและเทคโนโลยีนั้น สถาบัน IIM, IIT&lt;br /&gt;เป็นสุดยอดของอินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมีคุณภาพแต่ประหยัด&lt;br /&gt;ประเทศอินเดียจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Link ที่เกี่ยวข้อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;- &lt;a href="http://www.paratastudy.com/index.htm"&gt;กินรี วิงส์ (Kinnaree Wings)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;- &lt;a href="http://www.indiazest.com/about.htm"&gt;India Zest Education&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;- &lt;a href="http://www.4icu.org/in/"&gt;India Colleges and Universities Web Popularity Ranking&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;- &lt;a href="http://www.indiaeducation.info/Management/"&gt;India Educations&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;- &lt;a href="http://www.rianindia.com/rianindia/"&gt;www.rianindia.com/rianindia/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;- &lt;a href="http://www.iitte.com/index.php"&gt;India IT Training &amp; Education&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;- &lt;a href="http://www.classroomedu.com/"&gt;www.classroomedu.com (อ.นิรจน์ ไปกับเจ้านี้)&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-848075741654120824?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/848075741654120824'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/848075741654120824'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/blog-post_9601.html' title='อินเดีย&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ทำไมนักศึกษานิยมไปเรียนที่อินเดียกันน่ะ'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-5273688794057085843</id><published>2007-07-23T21:13:00.000+07:00</published><updated>2007-07-23T21:13:29.642+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย ไอทีอินเดียเริ่มสะดุด</title><content type='html'>ไอทีอินเดียเริ่มสะดุด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันอุตสาหกรรมไอทีของอินเดียเริ่มมีปัญหา เพราะระบบการศึกษาของอินเดียไม่สามารถผลิตบุคลากรที่มีความสามารถ&lt;br /&gt;หลังจากที่ประเทศอินเดียสามารถสร้างความเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรมไอทีมาได้เกือบสองทศวรรษ โดยมีความเจริญเติบโตจนสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ และมีแนวโน้มว่าความเจริญเติบโตของด้านอุตสาหกรรมไอทีจะสามารถเติบโตได้ในระดับยักษ์ใหญ่ของเอเชียและของโลก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่เร็ว ๆ นี้กลับเกิดปัญหาสะท้อนกลับก็คือ จากความเจริญเติบโตนี้ทำให้ประเทศอินเดียไม่สามารถวางแผนผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อรองรับความเจริญเติบโตได้ทัน และขาดการวางแผนที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อสังเกตว่า อินเดียสามารถผลิตวิศวกรได้ถึงปีละ 400,000 คน สำหรับโลกอุตสาหกรรมไฮเทค แต่มีเพียง 100,000 คน เท่านั้น ที่สามารถทำงานได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นายโมฮันดาส บาย ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทอินโฟซิสเทคโนโลยี ได้กล่าวว่า “ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่เรื่องการขาดแคลนแรงงาน แต่เป็นเรื่องการขาดบุคลากรที่มีการฝึกอบรมอย่างดีพอ”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม้ว่าประเทศอินเดียจะมีพลเมืองกว่าพันล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้และสามารถติดต่อกับโลกตะวันตกได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ระบบการศึกษาของอินเดียนั้นมีปัญหา จากการที่นักศึกษามักจะเรียนทางทฤษฎีในชั้นเรียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ขาดห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับฝึกฝนเพราะมีเงินไม่พอที่จะสร้างห้องปฏิบัติการและนักศึกษาห่างจากสภาพความเป็นจริงของอุตสาหกรรม ปัญหาก็คือ อุตสาหกรรมไฮเทคนั้นเติบโตเร็วมากจนกระทั่งประชาชนพลเมืองอินเดียจำนวนมากตามความต้องการแรงงานผู้เชี่ยวชาญไม่ทัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น บริษัทเอชเชนเจอร์ (Accenture) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาไอทีชั้นนำของโลก ซึ่งผู้เขียนก็เคยเป็นผู้บริหารบริษัทนี้มาก่อนในเมืองไทย มีความต้องการจ้างที่ปรึกษาถึง 8,000 คนใน 6 เดือนในอินเดีย และบริษัทไอบีเอ็มต้องการบุคลากรถึง 50,000 คน ภายในปี 2010 แต่ระบบการศึกษาในอินเดียก็ยังไม่สามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพได้ทัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ซึ่งในระยะหลังนั้นบริษัทชั้นนำของโลกเหล่านี้ซึ่งหันไปลงทุนที่ประเทศโปแลนด์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่อีกด้านหนึ่งของปัญหาก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้กลับไปส่งผลดีต่อโรงเรียนหรือสถานฝึกอบรมด้านวิชาชีพด้านไอทีให้เจริญเติบโตเร็วขึ้น ซึ่งก็คือ การฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาที่ได้รับปริญญาแล้วก่อนที่จะไปทำงานกับอุตสาหกรรมไอทีจริง ๆ ซึ่งมีทั้งงบประมาณจากภาครัฐ และทางบริษัทเอกชนที่เริ่มขยายกิจการเหล่านี้ได้อย่างจริงจังและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมากเพราะมหาวิทยาลัยกลับไม่ใช่คำตอบสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทค&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่เขียนบทความนี้ ชวนให้ผมนึกถึงประเทศไทยเราจริง ๆ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเคยเปรยว่าเราขาดแคลนแรงงานด้านไฮเทคเลยทำให้บริษัทเหล่านี้หันไปลงทุนประเทศอื่น และผมก็เคยเขียนวิจารณ์ในคอลัมน์โลกาภิวัตน์ในช่วงนั้นว่า น่าจะมาจากการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้านไอซีทีมากกว่า เพราะเดี๋ยวนี้คนเรียนสาขาที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ไอทีมากเหลือเกิน แต่มักจะไปเป็นเสมียนหรือเลขานุการ ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ หรือนักวิเคราะห์ระบบ นี่ขนาดประเทศเราธุรกิจด้านไอทียังต่ำต้อยกว่าประเทศอินเดียมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ก็ไม่พูดประชดประชันให้น้อยใจหรอกนะ  ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่กำลังคิดถึงคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นทั้งนักคิดและนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษแต่เชื้อสายยิวเมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อน ชื่อ เบนจามิน ดิสราเอลไล (Benjamin Disraeli) ได้กล่าวไว้ว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“ชะตากรรมของประเทศขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน” หรือ Upon the education of the people of this country,the fate of this country depends. ผมจำได้ไม่ลืม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งข้อมูล:ผศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_columns/default.aspx?CategoryID=99&amp;NewsType=2"&gt;หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-5273688794057085843?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5273688794057085843'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5273688794057085843'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/blog-post_23.html' title='อินเดีย&amp;nbsp;ไอทีอินเดียเริ่มสะดุด'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-2050898825101732717</id><published>2007-07-15T18:33:00.001+07:00</published><updated>2007-07-15T18:33:08.647+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย::บังกาลอร์สร้างตนเป็น Silicon Valley อย่างไร?</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;บังกาลอร์สร้างตนเป็น Silicon Valley อย่างไร?&lt;/span&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะศึกษาการเติบใหญ่ของอินเดีย ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องดูบังกาลอร์ ที่ได้ชื่อว่าเป็น Silicon Valley ของเอเชีย เพื่อดูความสามารถสร้างตนเอง ขึ้นมาเป็นศูนย์ผลิต computer software ที่คึกคักและได้มาตรฐานโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บังกาลอร์อยู่ในรัฐการ์นาตากา (Karnataka) ทางใต้ของอินเดีย บริษัทยักษ์ๆ ทางด้านคอมพิวเตอร์ของโลกล้วนมาตั้งสาขาอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น Dell, Microsoft, IBM หรือ Infosys และ Wipro ซึ่งสามารถจ้างหนุ่มสาวอินเดียที่เรียนจบทางด้านคอมพิวเตอร์จากสถาบันที่มุ่งผลิตคนเก่งด้านนี้ เพื่อป้อนตลาดโลกอย่างคึกคัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บังกาลอร์เป็นศูนย์ของสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และ software ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาสร้างความโดดเด่นด้านนี้ด้วยการเริ่มที่การ "สร้างคน" เพราะทุกปีมหาวิทยาลัยในอินเดียผลิตนักเรียนที่มุ่งเฉพาะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่า 20,000 คน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัย Indian Institute of Science ที่บังกาลอร์ มีชื่อด้านรับเฉพาะ "หัวกะทิ" ของเด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยมาเรียนหนักทางด้านเทคโนโลยีระดับสูง รัฐบาลอินเดียให้เงินอุดหนุนเพื่อฝึกฝนเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้อย่างเต็มที่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริษัทด้านคอมพิวเตอร์ทั่วโลกรู้ว่า คุณภาพของเด็กที่จบจากที่นี่มีความเก่งกาจสามารถ และบริษัทเจาะหาคนมีรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรียกว่า head-hunters ต่างก็รู้ว่า ถ้าได้เด็กจากที่นี่ เขาจะได้ "ช้างเผือก" ไปทำงานให้กับลูกค้าของตัวเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้กระทั่งองค์การอวกาศชื่อดังของอเมริกา NASA ก็ยังมาแสวงหาคนทำงานรุ่นใหม่ๆ จากที่บังกาลอร์นี่แหละ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ บังกาลอร์ชนะ Silicon Valley ของอเมริกาที่เป็นแม่แบบด้วยซ้ำไป เพราะจำนวนวิศวกรที่บริษัทน้อยใหญ่ในบังกาลอร์จ้างนั้นมีมากกว่า 150,000 คน ซึ่งสูงกว่าของซิลิคอน วัลเลย์แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บังกาลอร์เริ่มวางรากฐานของการเป็นศูนย์กลางแห่งเทคโนโลยีเมื่อ 1986 อันเป็นปีที่บริษัท Texas Instruments จากอเมริกาไปตั้งศูนย์กลางวิจัยวิศวกรรมเป็นครั้งแรก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นไม่นาน เมื่ออเมริกาเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย บริษัทไฮเทคของมะกันใหญ่ๆ ต่างก็ย้ายคนมาทำงานที่บังกาลอร์ เพราะค่าแรงถูกและหาคนมีความรู้ความสามารถด้านนี้ได้ง่ายกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้งนักคอมพิวเตอร์และวิศวกรอินเดียที่ไปทำงานอยู่สหรัฐในช่วงนั้น พากันอพยพกลับบ้าน เพราะหางานทำในอเมริกายากเย็นขึ้น ส่วนใหญ่ไปตั้งหลักที่บังกาลอร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเพราะเกิดกรณีความกลัววิกฤติโลกในปี 2000 ที่เรียกว่า Y2K บังกาลอร์ก็กลายเป็นศูนย์ของการตั้งระบบคอมพิวเตอร์สำรองในกรณีที่ระบบแม่ที่อเมริกาเกิดพังพาบลงมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ช้าไม่นาน บังกาลอร์ก็เริ่มส่งออก computer software ไปต่างประเทศ มูลค่าส่งออกล่าสุดไม่น้อยกว่าปีละ 20,000 ล้านเหรียญ หรือ 800,000 ล้านบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องสงสัยว่า เคล็ดลับแห่งความสำเร็จของอินเดียทางด้านนี้เริ่มที่คน, ตามด้วยคน และจบด้วยคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อินเดียสามารถผลิตเด็กจบมหาวิทยาลัยปีละไม่น้อยกว่า 3.1 ล้านคน และคาดว่าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นสองเท่าตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำนวนวิทยาลัยที่สอนเฉพาะด้านวิศวกรรมศาสตร์จะเพิ่มอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ซึ่งก็แปลว่า จะมีวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 1,600 แห่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นหรือยังครับว่า ถ้าการ "ปฏิรูปการศึกษา" ของเรายังไม่ไปถึงไหน, ก็อย่าได้หวังว่าเราจะตั้งตัวเป็น "ศูนย์กลาง" ของอะไรต่อมิอะไรในภูมิภาคนี้อย่างที่เราได้ยินได้ฟังมาหลายปีก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะก่อนที่เราจะประกาศว่า เราจะทำอะไร, เราต้องถามก่อนว่า "ใครจะทำ?"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-2050898825101732717?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/2050898825101732717'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/2050898825101732717'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/silicon-valley.html' title='อินเดีย::บังกาลอร์สร้างตนเป็น Silicon Valley อย่างไร?'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-5641167098458711129</id><published>2007-07-15T18:29:00.000+07:00</published><updated>2007-07-15T18:29:56.430+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย::ขุดทองใน "บังกาลอร์" จุดเริ่มต้นในดินแดนไอที</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ขุดทองใน "บังกาลอร์" จุดเริ่มต้นในดินแดนไอที &lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่มา : Bizweek กรุงเทพธุรกิจ จากการสัมภาษผู้จัดการ India IT Traning and Education &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมือง "บังกาลอร์" ในอินเดีย ชุมชนคนไอทีที่ทั่วโลกต่างรู้ว่าที่นั่นเป็นขุมทรัพย์ในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจไอที ไม่เท่านั้น บังกาลอร์ยังเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยในอีกหลายธุรกิจ อาทิเช่น ร้านอาหาร สินค้าอุปโภค-บริโภค แม้กระทั่งตลาดการศึกษา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"บังกาลอร์" หรืออีกฉายา "Silicon Valey of India" เมืองศูนย์กลางการผลิตซอฟต์แวร์เพื่อการส่งออกของอินเดีย หรือที่รู้กันว่าเป็นเมืองที่บุคลากรด้านไอทีฝังตัวมากที่สุดในโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฉพาะแค่โปรแกรมเมอร์ด้าน "SAP" ที่รัฐบาลอินเดียมีนโยบายส่งออกไปทำงานในต่างแดนปีละ 19,000 คน ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างน้อยปีละ 19,000 ล้านบาท ถ้ารวมโปรแกรมเมอร์ในสายอื่นๆ และพนักงานในบริษัทไอทีระดับโลก คงหนีไม่พ้นหลักแสน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอมองออกว่า "คนไอที" สามารถเป็นกำลังสำคัญในการนำเงินตราเข้าประเทศได้เป็นกอบเป็นกำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนไทยจะมีโอกาสอะไรในเมืองบังกาลอร์บ้าง?.... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเป็น "ลู่ทาง" ทางด้านการลงทุน สำรวจได้ว่า ปัจจุบันนี้ยังไม่มีร้านอาหารไทยไปเปิดในเมืองบังกาลอร์เลย แต่รู้หรือไม่ว่า "ครัวไทย" กลับได้รับความนิยม ถึงขนาดคนอินเดียเข้าคิวต่อแถวเหมือนกับเข้าคิวร้านโออิชิ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ร้านอาหารไทยส่วนใหญ่เป็นของคนจีน ทำให้รสชาติไม่เหมือนอาหารไทยแท้ๆ คนอินเดียชอบกินอาหารไทยมาก" เป็นคำบอกกล่าวจากอดีตนักเรียนไทยด้านไอทีในบังกาลอร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้ง "สินค้าอุปโภคบริโภค" ของตราสินค้าไทย ยังเป็นที่ถูกอกถูกใจสำหรับบรรดาแขกอินเดียด้วย ไม่ว่าจะเป็นของกิน มาม่า ขนมของกินเล่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน แชมพู และสินค้าอีกสารพัดอย่างที่ยังหาซื้อได้ยากมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สินค้าพวกนี้หาซื้อได้ที่ "ร้านเจ๊ต้อย" เพียงแห่งเดียว ซึ่งตั้งอยู่ในห้างฟอรัม มอลล์ บนถนน Hosur ซึ่งเป็นชอปปิง มอลล์ ที่ใหญ่ที่สุดในบังกาลอร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นักเรียนไทยทุกคนจะรู้จักร้านนี้ สินค้าไทยขายดีมาก แต่ยังไม่มีคนไทยเข้ามาเปิดกิจการร้านอาหารไทย หรือร้านขายของชำเลย จึงมีร้านเจ๊ต้อยอยู่เพียงร้านเดียว" เขากล่าวเสริม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังมีอีก 3 ห้างยักษ์ในเมืองนี้ ได้แก่ Garuda Mall, Prestige Eva Mall และ Sigma Mall ที่กำลังปรับตัวจำหน่ายสินค้าที่อยู่ในเทรนด์ของไลฟ์สไตล์ มีความทันสมัยมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญกว่านั้น นับจำนวนชอปปิง มอลล์ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกกว่า 11 แห่งที่กำลังจะเปิดเร็วๆ นี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสำรวจไปที่สถานทูตไทยในอินเดีย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า รัฐบาลอินเดียเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าไปประกอบธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ในอินเดียได้ 100% โดยไม่มีข้อจำกัดทางการค้าและการลงทุน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าการเปิดบริษัทขนาดใหญ่ ต้องเป็นการร่วมทุนที่ชาวต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 51% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุด Indian Brand Equaty Foundation (IBEF) ประกาศการลงทุนธุรกิจ "ค้าปลีก" ของต่างชาติในอินเดีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"Hypercity Ratail" รับเงินอัดฉีดจาก "K Raheja Corp Group" เตรียมเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ต 55 สาขา ภายในปี 2015 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เทสโก้" จับมือกับโฮม แคร์ รีเทล ไพรเวท คาดเปิดร้านเทสโก้ 50 สาขา ในอีก 3 ปีข้างหน้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้แต่ "Reliance" วางแผนลงทุน 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดตัวชอปปิง เซ็นเตอร์ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอินเดีย ที่จะขยายเชนทั้งหมด 1,575 แห่ง ภายในมีนาคมปีนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลพวงจากการรุกคืบธุรกิจค้าปลีก มาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่อินเดียโตวันโตคืน ปี 2549 โชว์ตัวเลขอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 8% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทรนด์ของคนทำงานมีรายได้สูงขึ้น "AT Kearney Global Retail Developemnt Index" ชี้ชัดว่า "มีการใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า สื่อบันเทิง การพักผ่อนวันหยุด และสินค้าไลฟ์สไตล์สูงขึ้น" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขนาดที่ว่า "AC Neilson Consumer Confident Survey" ในครึ่งปีแรก 2546 อินเดียขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการเติบโตในบรรดา 41 ประเทศทั่วโลก และยังเป็นผู้นำในบรรดา 14 ประเทศในเอเชียด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้งตลาด "การศึกษา" ยังสร้างความคึกคักให้กับบังกาลอร์ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;IBEF รายงานอีกว่า Trieste-based Universita del Caffe สถาบันด้านอาหารที่ผลิตบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวปีละกว่า 2,000 คน ได้เตรียมเปิดหลักสูตรด้านการชงกาแฟอย่างมืออาชีพในเมืองบังกาลอร์ เนื่องจากมีแนวโน้มการบริโภคกาแฟที่เพิ่มสูงขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่ง บังกาลอร์ได้กลายเป็นฮับไอทีที่มีความอินเตอร์เนชั่นแนล มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่หลายชาติหลายภาษา แค่เพียงของไมโครซอฟท์กว่าครึ่งก็ตั้งหลักอยู่ในเมืองนี้ วัฒนธรรมการดื่มกาแฟกระตุ้นให้เกิดธุรกิจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับมาที่เมืองไอที "บังกาลอร์" ยังเป็นฮับของคนที่แสวงหาความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ควบคู่กับไอที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีการคาดการณ์ตัวเลขนักศึกษาไทยในบังกาลอร์สูงถึง 1,000 คน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พ่อแม่ส่วนใหญ่รู้สึกว่าอินเดียเป็นเมืองไทย ยังไม่ใช่เมืองเป้าหมายของการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อ นักศึกษาส่วนใหญ่เลยจึงมาเรียนปริญญาตรีในหลายๆ สาขา แต่ว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตอนนี้ เป็นการเรียนรู้ด้านไอที" เจ้าของธุรกิจ "India IT Training and Education" กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบายของรัฐบาลอินเดียที่ส่งเสริมให้บังกาลอร์เป็นศูนย์กลางไอที จึงทำให้มียักษ์ใหญ่อย่าง IBM, HP, Google, Microsoft, Apple,SAP LAB, Dell, Oracle, Wipro และอื่นๆ อีกทั้งยังมีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรคอมพิวเตอร์อย่างมากมายและมีคุณภาพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อินเดียมีค่าครองชีพถูกมาก ค่าใช้จ่ายเดือนละ 4,000 บาท ก็อยู่อย่างสบายๆ บังกาลอร์ยังเป็นเมืองที่อากาศดีอุณหภูมิ 15-25 องศาตลอดปี และขึ้นชื่อว่าเป็นเมือง "การ์เด้น ซิตี้" เพราะต้นไม้เยอะมาก ขับรถสองข้างทางยังเห็นกระรอกกระแตอยู่เลย หากใครตัดต้นไม้ถือว่าผิดกฎหมาย" เขากล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธุรกิจของ IITT เปิดให้บริการเป็นตัวแทนจัดหาสถาบันการศึกษาให้คนไทยไปเรียนด้าน IT ที่บังกาลอร์ การเปิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549 ปรากฏตัวเลขส่งคนไทยไปเรียนเดือนละ 7-8 คน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เรามีแพ็คเกจที่เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการไปฝึกด้านไอทีให้เป็นมืออาชีพ โปรแกรมเมอร์ที่สนใจด้าน SAP, Network" เขากล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;SAP เป็นโปรแกรมจัดการองค์กรขนาดใหญ่ที่บริษัทใหญ่ๆ ใช้บริหารจัดการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริษัทไทยที่ใช้โปรแกรมนี้ได้แก่ เชลล์, พีทีที, เอ็กซอน โมบาย, เนสท์เล่, การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย, ธนาคารต่างๆ, การบินไทย, ฮอนด้า, โตโยต้า, จีเอ็ม, จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, กลุ่ม ปตท., กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย, กลุ่มน้ำตาลมิตรผล และอีกหลายแห่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คนทำงานด้านนี้จะได้เงินเดือนสูงมาก แต่ว่าในเมืองไทยยังไม่มีสอนหลักสูตรด้านนี้ หลักสูตรที่มีอยู่ราคาแพงมาก อย่างหลักสูตร 20 วัน ราคา 300,000 บาท" เขากล่าวเสริม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่างจากการไปเรียนที่บังกาลอร์ที่มีคอร์สให้เลือกเรียนมากมายในราคาที่ถูกกว่าเมืองไทยถึง 8 เท่า ในขณะที่ค่าครองชีพไม่ต่างจากเมืองไทยเลย และยังได้ "กำไร" เป็นดีกรีภาษาอังกฤษกลับมาด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากว่าความสามารถทางภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ สามารถสมัครไปทำงานกับบริษัทข้ามชาติที่มาจองตัวนักศึกษาที่จบไปทำงานที่สิงคโปร์ อเมริกา และยุโรปในหลายประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่ต้องกลัวตกงาน เพราะหากภาษาอังกฤษยังไม่ดี เราก็กลับมาทำงานในเมืองไทยได้ และยังได้เปรียบมีดีกรีด้านโปรแกรมที่ยังขาดบุคลากรด้านนี้อีกมาก ปกติในการรับสมัครคนทำงานในตำแหน่งนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน" เขากล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงที่บังกาลอร์กำลังเป็นกระแสที่น่าจับตามองสำหรับคนไทย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สายการบิน "นกแอร์" ยังได้ฤกษ์เปิดเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-บังกาลอร์ เป็นสายการบินแรกด้วย ด้วยการให้บริการวันละ 1 เที่ยวบิน แบบไป-กลับ ตลอดสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิง 737-400 รองรับผู้โดยสารได้ 150 ที่นั่ง เริ่มตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2550 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่นกแอร์ประกาศตัวเป็นสายการบิน "Shopper's Airline" ขนคนไทยไปชอปปิงที่นั่น เพราะขึ้นชื่อด้านสาหรี่และผ้าไหมพื้นเมืองที่สีสันตระการตา ยังเป็นโอกาสของอีกหลายบริษัททัวร์ที่สามารถออกแบบแพ็คเกจใหม่ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากได้ย่ำเท้าไปสูดอากาศเมืองที่ไร้มลพิษอย่างบังกาลอร์สักครั้ง-สองครั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่แน่ คุณอาจ "ปิ๊ง" ไอเดีย! จะทำอะไรที่บังกาลอร์....&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-5641167098458711129?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5641167098458711129'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5641167098458711129'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='อินเดีย::ขุดทองใน &quot;บังกาลอร์&quot; จุดเริ่มต้นในดินแดนไอที'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-7344982403190597962</id><published>2007-07-15T17:14:00.000+07:00</published><updated>2007-07-15T17:14:20.086+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-02 : สุด ๆ เลย กว่าจะมาถึงบังกาลอร์ (ขั้นเตรียมข้อมูล, ทำไมต้องเลือกมาที่นี่)</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;สุด ๆ เลย กว่าจะมาถึงบังกาลอร์ (ขั้นเตรียมข้อมูล, ทำไมต้องเลือกมาที่นี่)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Why Bangalore?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมือง ๆ หนึ่งที่ผมใฝ่ฝันเอาว่าว่าสักวันจะต้องไปเหยียบหรือไปอยู่แถว ๆ นั้นสักครั้งก็คือ เมืองบังกาลอร์ (Bangalore) เมือง ๆ นี้เป็นเมืองที่นับได้ว่าเจริญในด้านอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และในอีกหลาย ๆ ด้านของอินเดีย และค่าครองชีพก็สูงเป็นอันดับต้น ๆ เหมือนกันกับมุมไบ (Mumbai) (ชื่อเดิมก็คือ บอมเบย์ (Bombay)) เมือง ๆ นี้เรารู้จักกันในสมญานามว่าเป็น "ซิลิกอนวัลเลย์" (Silicon Valley) หรือเมืองแห่งนักโปรแกรมเมอร์ จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช้แค่บังกาลอร์หรอกครับ มีอีกหลาย ๆ เมืองในอินเดียนี้ก็เป็นเมืองอุตสาหกรรมเหมือนกัน เช่น เชนไน (Chenai) เป็นต้น แต่ที่โดดเด่นและสื่อมักจะประโคมก็เห็นจะเป็นเมืองบังกาลอร์นี้ล่ะครับ แต่จากการที่ได้พูดคุยกับหลาย ๆ คนในอินเดียแล้วก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า บังกาลอร์นี้ล่ะน่าอยู่ที่สุด ทั้งสภาพอากาศ ผู้คนที่ใช้ภาษาอังกฤษกันทุกวัน ฯลฯ ดังนั้น ประชากรในเมืองนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปี ๆ หนึ่งมีชาวต่างชาติ และจากรัฐอื่น ๆ ของอินเดียเข้ามาหาที่เรียนและที่ทำงานกันมากมาย เมืองนี้นับได้ว่าเป็นเมืองที่เหมาะแก่การแสวงหาความรู้อย่างมากครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยการที่ตัวผู้เขียนเองทำงานในสายของนักเขียนโปรแกรมเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ด้านโปรแกรมเมอร์โดยตรงปัจจุบันผู้เขียนทำการสอนด้านคอมพิวเตอร์ วิชาที่สอนในเทอม ๆ หนึ่ง ก็จะเกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก โดยสายงานและใจรักแล้ว ผู้เขียนก็อ่านตำรับตำราและก็เขียนโปรแกรมมันทั้งวันล่ะครับ และก็เกิดความสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อได้ยินใคร ๆ พูดถึงโปรแกรมเมอร์จะต้องนึกถึงแต่อินเดีย คำว่า "อินเดีย" เริ่มได้ยินบ่อยขึ้น ๆ ตั้งแต่ปี 2541 ทำให้ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะว่าประเทศนี้มีอะไรน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เวลาผ่านไปแต่ละวันผมเริ่มสนใจประเทศนี้มากขึ้น ทำให้ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับอินเดียที่มีอยู่ในเมืองไทยอย่างพลิกแผ่นดินเลยว่าได้ ที่ไหนมีเรื่องราวเกี่ยวกับอินเดียไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ข้อมูลเกี่ยวกับอินเดีย, เมืองเดลลี, บังกาลอร์, เชนไน, มุมไบ ฯลฯ หาจากตำรา, หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, วารสารที่พูดถึงอินเดีย, ภาพยนตร์ หรือแม้แต่เข้าร้านหนังสือธรรมสภา เพื่อหาข้อมูลประเทศนี้จากหนังสือสังเวชนียสถานของพระพุทธเจ้า, หรือแม้กระทั่งเดินเที่ยวแถว ๆ พาหุรัดเพื่อเก็บข้อมูลก็เพราะว่าอยากรู้เกี่ยวกับประเทศนี้ให้มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลายปี 43 เป็นปีที่โชคดีมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสไปเหยียบแผ่นดินนี้เป็นครั้งแรก คือ ไปนมัสการสังเวชนียสถาน ของพระพุทธเจ้า (Buddhist Circle) ได้เดินตามรอยบาทพระศาสดาที่เราได้ปฏิบัติตามคำสอนมาเป็นเวลาหลายสิบปี ได้มาถึงที่จริงก็ครั้งนี้เอง ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายเที่ยวถามไกด์ที่พาราณาสีว่าถ้าจะไปอินเดียตอนใต้ จะไปยังไง ก็นั่นล่ะครับ เมืองที่ผมอยากไปอยู่ที่นั่น "บังกาลอร์" ช่วงนั้นสายการบินของการบินไทยยังไม่เปิดเที่ยวบินไปบังกาลอร์ มีแต่สายการบินอื่น ๆ ถ้าผมจะมาก็บินมาลงมุมไบ ที่นี่เรียกว่าเป็นเมืองดารา หรือบอลลี่วู้ด (Bollywood) ซึ่งเราจะไปคุยกันในช่วงหลัง ๆ และเมื่อถึงมุมไบก็จับรถไฟลงใต้ นี่ก็คือแผนการเดินทางที่ลองวางเอาไว้ ตั้งใจว่าสักปี 47 นี้จะมาให้ได้เลย แต่แล้วก็ไม่ได้มาซักที ติดโน่นติดนี่ตลอด ถ้าพูดแบบไม่เข้าข้างตัวเองก็คือ เราไม่ยอมหาโอกาสให้กับตัวเองมากกว่า และอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่มีใครมากับผมแน่นอนอีแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สุดท้ายเอาเข้าจริงๆ ก็ติดครับ ไม่สามารถไปได้แน่นอน เพราะหลังจากกลับจากอินเดียตุลาคม 43 นั้นก็เรียนคอร์สเวิร์คจบพอดี และจะต้องทำวิทยานิพนธ์ต่อ หัวข้อวิทยานิพนธ์ตอนปริญญาโทก็ยังไม่ได้ ยังอุตส่าห์คิดถึงการเรียนต่อปริญญาเอก อย่างนี้เราหวังได้ครับ แต่หวังแล้วจะต้องไปให้ถึง ไม่ใช่ว่าหวังแล้วก็ติดอยู่ที่ความหวัง ไม่ยอมเริ่มทำหรือเริ่มหาหัวข้อสักทีแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ท่านผู้อ่านลองทายสิครับ ผมตั้งใจจะไปเอาปริญญาเอกจากประเทศไหน... แน่นอน ผมตั้งใจไปเอาปริญญาจากอินเดีย ไปเอาจากมหาวิทยาลัยแถว ๆ เชนไนหรือบังกาลอร์นี่ล่ะ ผมเข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยหลายแห่งในอินเดีย หาข้อมูลการเรียนต่อสำหรับ Foreign Student , ค่าธรรมเนียมและค่าลงทะเบียนต่าง ๆ หาจาก Google ที่เรารู้จักกันนี่ล่ะครับ ผมเปรียบเทียบทั้งการเรียนแบบ Correspondences และแบบ Full-time หัวข้อวิทยานิพนธ์ที่สนใจจะทำก็มีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา (Education), ด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering), และด้านมัลติมิเดีย (Multimedia Processing) ไม่มีใครทัดทานผมเลยว่าให้ผมไปเอาปริญญาเอกจากที่อื่น ผมรู้อยู่แก่ว่าใจ ประเทศนี้มีเสน่ห์อะไรบางอย่างให้ผมต้องไป และถ้าเรียนสบาย ๆ นั่งกินนอนกินได้คงจะไม่สนุกเท่าไหร่ กลับมาเมืองไทยคงจะมีเรื่องเล่าน้อยกว่าอินเดียแน่ ที่อินเดียมีระบบการศึกษาที่ไม่เป็นรองใคร เพราะอังกฤษได้เข้ามาวางรากฐานเอาไว้ มหาวิทยาลัย (University) และวิทยาลัย (College) หลายพันแห่งในอินเดีย สามารถผลิตนักปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์ออกสู่ตลาดได้ ด้วยความที่ระบบการเรียนการสอนของเขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ตำหรับตำราก็ใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น คนที่จบมาจึงมีความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ, อ่านหนังสือ, คู่มือต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา คนที่จบมาที่มีสำเนียงดี ๆ ระดับหัวกะทิก็มีโอกาสทำงานได้เงินเดือนมากกว่า คนที่มีศักยภาพพอก็ออกไปทำงานนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดูไบ, อังกฤษ, อเมริกา, เยอรมันและอีกหลาย ๆ ประเทศ ดู ๆ ก็เหมือนกับว่าสมองไหลออกนอกประเทศ รัฐบาลเขาก็พูดถึงปัญหานี้อยู่เหมือนกัน และจุดนี้ก็ทำให้เราคิดถึงประเทศไทยมาตะหงิด ๆ สิ่งที่แตกต่างกันอย่างแรกก็คือเรื่องของสภาพแวดล้อมด้านภาษาอังกฤษ อันนี้ต้องยอมรับ เพราะว่าเราเรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งแต่ประถม, ถึงมัธยมและปริญญาตรี แต่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเหมือนกับคนอินเดีย ดังนั้น แน่นอน.. ทักษะการพูดกับการฟังของคนไทยจึงไม่เท่ากับบางประเทศที่เขาใช้กันอยู่ทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่อินเดียมีระบบการศึกษาที่ไม่เป็นรองใคร เพราะอังกฤษได้เข้ามาวางรากฐานเอาไว้ มหาวิทยาลัย (University) และวิทยาลัย (College) หลายพันแห่งในอินเดีย สามารถผลิตนักปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์ออกสู่ตลาดได้ ด้วยความที่ระบบการเรียนการสอนของเขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ตำหรับตำราก็ใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น คนที่จบมาจึงมีความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ, อ่านหนังสือ, คู่มือต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา คนที่จบมาที่มีสำเนียงดี ๆ ระดับหัวกะทิก็มีโอกาสทำงานได้เงินเดือนมากกว่า คนที่มีศักยภาพพอก็ออกไปทำงานนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดูไบ, อังกฤษ, อเมริกา, เยอรมันและอีกหลาย ๆ ประเทศ ดู ๆ ก็เหมือนกับว่าสมองไหลออกนอกประเทศ รัฐบาลเขาก็พูดถึงปัญหานี้อยู่เหมือนกัน และจุดนี้ก็ทำให้เราคิดถึงประเทศไทยมาตะหงิด ๆ สิ่งที่แตกต่างกันอย่างแรกก็คือเรื่องของสภาพแวดล้อมด้านภาษาอังกฤษ อันนี้ต้องยอมรับ เพราะว่าเราเรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งแต่ประถม, ถึงมัธยมและปริญญาตรี แต่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเหมือนกับคนอินเดีย ดังนั้น แน่นอน.. ทักษะการพูดกับการฟังของคนไทยจึงไม่เท่ากับบางประเทศที่เขาใช้กันอยู่ทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาต่อเรื่องมหาวิทยาลัยกันอีกนิด ด้วยความที่ผมสนใจในประเทศนี้ ผมไม่ลังเลใจเลยว่าจะไปเอาปริญญาจากที่ประเทศอื่น ท่านอาจารย์สุพจน์ นิตย์สุวัฒน์ และอาจารย์พารา ลิมมะณีประเสริญ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ทั้งสองท่านที่ดูแลผมตอนปริญญาโทก็สนับสนุนและให้ความมั่นใจกับผมมาก และผมก็เชื่อว่าการไปเรียนต่อต่างประเทศ ถ้าไม่ลำบาก ไม่ได้ผจญภัย มันคงจะไม่สนุก ไม่มีเรื่องมาเขียนเป็นหนังสือได้ แต่ทำไมเมื่อมีใครพูดถึงอินเดีย ก็มักจะมองว่าเป็นอีกโลกหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยไปสัมผัสมาด้วยตัวเองด้วยซ้ำ บ้างก็บอกว่าบ้านเมืองไม่น่าอยู่ คนแขกอย่างโน้นอย่างนี้ พาดพิงไปถึงหนังแขกที่เต้นรอบภูเขา อย่าลืมนะครับว่ามหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกก็อยู่ที่นี่ นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยนาลันทา สรรพความรู้ต่าง ๆ ในหลาย ๆ แขนงไม่ว่าจะเป็นศาสนา, วรรณกรรม, แหล่งกำเนิดของภาษาและวัฒนธรรมก็อยู่ที่นี่ ผมเชื่อว่าถ้าท่านได้สัมผัส และได้รับรู้ในมุมมองที่ผมกำลังถ่ายทอดในบทต่อ ๆ ไป ท่านจะรู้สึกถึงความเรียบง่ายและความเป็นอยู่ของเขา แม้จะเป็นเมืองที่เราเข้าใจว่าเจริญในระดับต้น ๆ ของอินเดีย ที่นี่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายเหมือนอย่างบ้านเรา เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง และด้วยความที่คนอินเดียมีนิสัยประหยัด, อดทน, หาเงินกันเก่ง แต่พวกเขาก็ยังอยู่กันได้อย่างเรียบง่าย ถ้าท่านยังคิดอยู่ว่าอินเดียเป็นประเทศที่ไม่เจริญ เป็นอีกโลกหนึ่งล่ะก็ ลองหาเหตุผลสิครับว่าทำไมปัจจุบันคนไทยถึงเริ่มนิยมหันไปเรียนเอาปริญญาจากอินเดียล่ะ ไม่ใช่เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพง ถ้าท่านอยากรู้ ลองถามผู้ที่เรียนจบจากอินเดียมาสิครับ หรือลองอ่านเรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังในบทต่อ ๆ ไป, ทำไมเราต้องเอาอินเดียมาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์, ทำไมบริษัทคอมพิวเตอร์หรือสำนักพิมพ์ระดับโลกจึงมาตีพิมพ์หนังสือที่อินเดีย, ทำไมไมโครซอฟต์จึงต้องการตัวนักโปรแกรมเมอร์อินเดียไปทำงาน เพราะเขาเขียนโปรแกรมเก่งหรือค่าจ้างถูกกว่า หรือทั้งสองอย่าง? สภาพแวดล้อมและความกดดันหลาย ๆ อย่างของประเทศเรากับเขานั้นต่างกัน เรามีวิธีที่จะหยิบเอาจุดเด่นและความแตกต่างของประเทศอินเดียมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประเทศเราได้มั้ย ถ้าไม่ได้จะปรับอย่างไร ถ้าได้เราจะเริ่มต้นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ประเทศอินเดียในปัจจุบันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหานะครับ ถึงแม้เขาจะมีภาษาอังกฤษ, มีบริษัทยักษ์ใหญ่มาตั้งในประเทศ แต่ก็ยังมีปัญหา และก็เป็นปัญหาในอีกระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านประชากร, ปัญหาด้านภาษา, การว่างงาน, มลภาวะ, ช่องว่างของคนรวยและคนจน, ปัญหาเรื่องการเรียนสายอาชีพ ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลเขาก็กำลังหาทางแก้ไขกันอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวมาทั้งนี่ก็คือที่มาของการเดินทาง 90 วันบังกาลอร์ อีกมุมหนึ่งของดินแดนแห่งนี้ ที่ไม่ใช่การท่องเที่ยวสถานที่สำคัญ แต่เป็นการท่องเที่ยวทรัพยากรความรู้ของเขา "อินเดีย" ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งความรู้ที่ยิ่งใหญ่ อารยธรรมมีมากกว่า 4000 ปี หลาย ๆ คนที่กลับจากอินเดียได้ประสบการณ์และความรู้มามากมาย เพื่อมาตอบแทนบุญคุณของประเทศ แล้วท่านล่ะ ไม่อยากได้คำตอบอะไรจากประเทศนี้บ้างหรือ?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-7344982403190597962?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/7344982403190597962'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/7344982403190597962'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/02.html' title='อินเดีย-02&amp;nbsp;:&amp;nbsp;สุด ๆ เลย กว่าจะมาถึงบังกาลอร์ (ขั้นเตรียมข้อมูล, ทำไมต้องเลือกมาที่นี่)'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-468408946475403153</id><published>2007-07-15T17:10:00.001+07:00</published><updated>2007-07-15T17:10:19.374+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-03 : มาแบบไม่มีอะไร</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;มาแบบไม่มีอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมตั้งใจในการเดินทงครั้งนี้ก็คือ ไปหาที่เรียนด้านภาษาและคอมพิวเตอร์ ด้วยความที่ว่าตัวเองก็เรียนภาษามาจากเมืองไทยมาตั้งหลายปีแล้ว จะไม่ให้หลายปีได้อย่างไร ก็เรียนกันมาตั้งแต่ประถมจนถึงปริญญาตรี พอติดต่อหลาย ๆ ที่แล้วมันยากลำบากเหลือเกิน ได้ข้อมูลไม่กระจ่างชัด ก็เลยเกิดความคิดพิเรนว่า "ถ้างั้น มาเองเลยดีกว่า" คิดถึงขนาดจะมาเอง แต่คิดไปคิดมาก็ยับยั้งชั่งใจเอาไว้ได้ ขนาดหลายปีที่แล้วที่เคยมานั่งรถบัสเที่ยวที่เดลลี ผ่านวงเวียน 10 วง งงเป็นไก่ตาแตก แบบนี้ไม่เอาดีกว่า พยายามมองหาผู้ที่สามารถติดต่อที่พักในอินเดียต่อไป หาจากอินเตอร์เน็ตบ้าง จาก Google นี่ล่ะครับ โดยหาจากกระดานข่าวเป็นหลัก จนไปเจอบริษัทหนึ่ง ไม่ขอเอ่ยชื่อตรงนี้ก็แล้วกัน ผมก็โทรไปคุยด้วย คุยกันนานมาก ผมก็ถามทุก ๆ เรื่องที่อยากรู้เกี่ยวกับเมืองนี้ คุยกันมาเป็นปี ผมก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตประกอบ ไม่ว่าจะเป็น สภาพธุรกิจ, บ้านเมือง, ภาษาที่ใช้, ยานพาหนะ, แหล่ง shopping, โรงหนัง, ร้านหนังสือ, ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่, โรงเรียนสอนภาษาและโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์, ค่าโดยสารรถสามล้อ ผมถามไปถึงสภาพห้องเป็นอย่างไร, เดินทางไปโรงเรียนกี่บาท, กดเงินที่ไหน, ในห้องทำอาหารเองได้มั้ย และที่สำคัญจ่ายทั้งหมดเท่าไหร่ พูดง่าย ๆ ผมถามทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับกิจกรรมที่ผมจะต้องทำในวันหนึ่ง ๆ เมื่อเขาให้ข้อมูลผมได้ครบถ้วน ผมก็มั่นใจกับบริษัทนี้และคนที่ผมติดต่อด้วยอย่างมาก ซึ่งก็ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเลย คุยกันทางโทรศัพท์ตลอดแล้วมาเจอกันอีกทีวันที่เดินทางเลยได้พบหน้ากัน คุยกันแค่ 3 ชม. และก็บิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมบอกกับเขาว่าให้ผมไปอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง ช่วง Summer เพราะผมจะว่างก็ตอนปิดเทอมนี่ล่ะ ขอแถว ๆ ใจกลางของบังกาลอร์ โชคดีมากเลยครับ ผมได้อยู่ใจกลางเมืองเลย รถวิ่งกันควันกระจาย ผมอยู่ที่ถนน Brigade ซึ่งเป็นถนนธุรกิจของเขา ถนนเส้นนี้เชื่อมต่อมาจากตรงกลาง ๆ ของถนน M.G. ซึ่งก่อนไปนั้นผมก็ศึกษาแผนที่ของเมืองนี้จากอินเตอร์เน็ต และคิดว่าเป็นแผนที่ที่อัพเดทที่สุดแล้ว ผมเขียนแหล่งอ้างอิงเอาไว้ที่ภาคผนวกแล้วล่ะครับ อย่างน้อยเราก็ทำให้เราพอรู้คร่าว ๆ แล้วล่ะว่าอะไรอยู่ตรงไหน จะได้วางแผนการเดินทางได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ การตระเตรียมของเพื่อที่จะมาที่นี่ ถ้าจะให้ดีล่ะก็จะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าหลาย ๆ วัน หลายสัปดาห์เลยยิ่งดี เพราะเราแทบจะไม่รู้ว่าที่นี่จะมีอะไรให้เราบ้าง พอมาอยู่ที่นี่ไม่กี่วันผมคิดถึงอยู่อย่างเดียวที่ไม่น่าลืมคือลิปมัน 2-3 วันแรกปากแตกเลยครับ ไม่ได้ไปโดนแขกต่อยมานะครับ แต่อากาศที่นี่เย็น บังกาลอร์มีสัณฐานเป็นที่สูง อุณหภูมิตอนหน้าร้อนนี้อยู่ที่ประมาณ 20-35 องศา ในเดือนมีนาคม ถึงมิถุนายน ตอนกลางวันอากาศก็ร้อนดี แค่ 32-34 องศาเอง ("เอง" นะ) ที่แปลกก็คือไม่ค่อยมีเหงื่อ ขนาดผมเป็นคนที่ร้อนง่ายนะครับ แต่ที่นี่ผมเดินกลับบ้านทุกวันกลับไม่มีเหงื่อมากเท่าไหร่ ที่นี่กลับร่มรื่นกว่าที่คิดเพราะว่ามีต้นไม้เยอะมาก และมีร่มไม้จากต้นไม้ใหญ่ ๆ เป็นระยะ ๆ ที่เมืองบังกาลอร์จึงมีอีกชื่อหนึ่งที่ว่า "The City of Gardens" รู้อย่างนี้ หน้าหนาวช่วงปลาย ๆ ปีคงไม่ต้องพูดถึง ถ้าใครจะมาช่วงนั้นเตรียมเสื้อกันหนาวและก็ลิปมันมาด้วยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับข้าวของที่ต้องเตรียมก็มีหลายอย่าง ของกลุ่มแรกก็คือของจำเป็นเบื้องต้นเวลาไปเข้าค่ายลูกเสือนั่นล่ะครับ อาหารบางส่วน ไม่ต้องเอาไปเยอะ เพราะที่อินเดียอุดมสมบูรณ์ด้วยผักผลไม้อยู่แล้ว ข้าวสารนี่ก็ไม่ต้องหอบไป ไปหาเอาที่นั่นได้ กระทะแบบเสียบปลั๊กกับกาต้มน้ำไฟฟ้าอันนี้ควรจะเอาไปด้วย อย่างน้อยก็สามารถทำอาหารง่าย ๆ ได้เอง นอกจากนั้นก็มียาประจำตัวและก็เสื้อผ้าบางส่วน เพราะท่านสามารถหาซื้อเสื้อผ้าได้แถว ๆ เพราะมีขายเยอะครับ เสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ตที่นี่จะนิยมใส่กันตัวละ 50-120 บาทก็มี แต่แนะนำว่าถ้าไปเรียนล่ะก็อย่าแต่งตัวมาก เพราะจะดูเหมือนนักท่องเที่ยว แต่งสบาย ๆ โทรม ๆ ดีกว่า ไม่มีใครวิ่งเข้ามาเร่ขายของ และที่สำคัญคือคอมพิวเตอร์เครื่องเล็ก ๆ สักเครื่องที่จะเอาไว้คอยพิมพ์งานถ้าท่านไปเรียนคอมพิวเตอร์ก็ควรจะติดเอาไปด้วย, แผ่น CD เปล่า, CD-RW และแผ่นโปรแกรมติดตั้งวินโดวส์และโปรแกรมที่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมดเอาไปด้วย เพราะถ้าหากใช้คอมไปเกิดมีปัญหากับวินโดวส์กลางคัน เดี๋ยวจะไปหาแผ่นติดตั้งไม่ได้นะครับ ที่นั่นไม่มีแผ่น Copy วางขาย ดังนั้น เตรียมเอาไปด้วย ก่อนไป back up ข้อมูลทุกอย่างเอาไว้ 1 แผ่นไว้บ้านกับติดตัวไปด้วยอีกแผ่นกันเหนียว และอีกอย่างหนึ่งก็คือ เตรียมรับมือกับอาการเบื่อโลก ถ้าอยู่แรก ๆ อาจจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกใหม่ แต่ความรู้สึกแบบนี้มันจะมา ๆ หาย ๆ ดังนั้น เตรียมเกมคอมพิวเตอร์ง่าย ๆ เล็ก ๆ เอาไปเล่นตอนเหงา ๆ หนังสืออ่านเล่นสักเล่มสองเล่ม อันนี้ก็แล้วแต่ครับ เมื่อถึงวันเดินทาง ผมโดยสารมากับ TG เที่ยวนี้มีคนไทยไม่กี่คน แต่ที่รู้ ๆ ผมนั่งหน้าขาวอยู่คนเดียว รอบ ๆ ข้างมีแต่คนอินเดียหมดเลย ถึงที่นี่ประมาณเวลา 3 ทุ่มของเขา (แต่บ้านเราปาเข้าไป 4 ทุ่มครึ่งแล้ว) ถึงแล้วก็สบายใจครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดินออกจากสนามบินมีแต่คนมองทำนองว่าไอ้ตี๋ญี่ปุ่นนี่มาทำไม (ที่นั่นเขาเห็นผมเป็นคนญี่ปุ่นหมดเลยครับ ทัก Japanese กันหมดไม่มีใครทักว่าไทยสักคำเดียว) พอออกมาก็มีน้อง ๆ น่ารัก ๆ มารับ น้องหมี น้องปุ๊ และน้องมุนน่า พาไปที่พัก คิด ๆ ไปถ้ามาคนเดียวนี่คงจะสนุกพิลึก เพราะที่พักของลุงกับป้านี้ ดูภายนอกไม่มีทางรู้แน่นอนว่าบ้านแกแบ่งให้เช่า เพราะไม่มีป้ายบอกอะไรเลยครับ ห้องพักของผมนี้พื้นปูแกรนิต เย็น สะอาด และมีหน้าต่างตรงทางลมพอดี ลมโกรกตลอดเวลา ยุงไม่ค่อยเห็น ไม่รู้เป็นเพราะอะไร อาจจะเป็นไปได้ว่าผมอยู่ชั้นสอง วันต่อมามันเริ่มมากันพรึบเลย เหมือนกับมันรู้ว่ามีคนอยู่เลยเข้ามาเยี่ยมกันอย่างอบอุ่นเลย ผมต้องแง้ม ๆ หน้าต่างไว้แล้วเอาธูปไปปักไว้แถว ๆ นั้นไม่ได้เซ่นไหว้อะไรหรอกครับ มันไม่มียากันยุง เอาธูปปักหลอกยุงไปก่อนก็แล้วกัน วันต่อมาเลยต้องไปหาซื้อพวกยากันยุงมาใช้ ไม่แพงครับ แต่ถ้าให้ดีไปซื้อเครื่องไล่ยุงมาดีกว่า เป็นแบบเสียบปลั๊กอันเล็ก ๆ Rs.63 ใช้ได้ประมาณเดือนนึง และก็ซื้อแบบตัวเติมน้ำยา (Refill) มาเติม ง่ายดีครับ หลัง ๆ เลยเปิดหน้าต่างทุกบานนอนหลับสบาย ไม่มียุงสักตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงเรื่องห้องพักต่อ ห้องที่พักนี้เป็นห้องกว้าง ขนาดอยู่ 2 คนได้สบาย มีห้องน้ำในตัว พร้อมที่ล้างหน้าและมีน้ำอุ่นให้ด้วย น้อง ๆ เขาบอกว่าผมเป็นคนแรกที่เอาของติดตัวมาน้อยที่สุด ไม่ให้น้อยได้อย่างไรล่ะครับ ผมยัดของมาเยอะมาก แต่ก่อนไป 2 วันผมโยนออกหมดเลย เอาไปแต่ของที่ใช้แล้วหมดไป เช่น สบู่, ยาสีฟัน, อาหารแห้ง ฯลฯ ทุกอย่างลดลงครึ่งนึง สบู่ก็เอาไปก้อนเดียว ยาสีฟันก็เปลี่ยนเอาหลอดเล็กไป อาหารแห้งพวกบะหมี่ก็เอาออกไปครึ่ง, สำหรับของพวกวิทยุ, ทีวีเครื่องเล็กแบบนี้ไม่คิดจะพกเลย ผ้าห่มและผ้าเช็ดตัวก็ไม่พกไป กะว่าไปหาเอาแถวนั้นง่ายกว่า ถ้าคนอินเดียไม่มีผ้าเช็ดตัวหรือไม่มีผ้าห่มก็ให้มันรู้ไป ถังน้ำหรือขันก็ไปหาเอาที่นั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปฏิทินตั้งโต๊ะก็ฉีกไปเฉพาะเดือนที่ไปบวกลบไปอีกหนึ่งเดือน ผมเอาของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออกหมด เลยเหลือกระเป๋าแค่ 2 ใบ แบบเดินลากใบหนึ่ง อีกใบใส่เสื้อผ้าที่เหลือสะพายเอา วันแรกไปถึงทำอะไรไม่ได้มาก อยากกินกาแฟของโปรดก็ทำไม่ได้ มีกาต้มน้ำก็จริง แต่ต้มไม่ได้เพราะปลั๊กคนละแบบ เสียบกันไม่ได้ เอ้า...งั้นวิ่งหาปลั๊กวันรุ่งขึ้นก็แล้วกัน ไม่รู้หาที่ไหนด้วย น้อง ๆ เขาบอกว่าไปหาตามร้านขายของชำได้ เขาจะพาไปวันรุ่งขึ้นตอนเย็น พอวันรุ่งขึ้นก็เริ่มเดินเตร็ดเตร่ตั้งแต่เช้าเลย เดินไปเรื่อย ๆ หาถัง, ขัน, แก้วน้ำเล็ก ๆ ไว้ชงกาแฟ หมดไปประมาณ Rs.70 (70 รูปี) หรือประมาณ 70 บาท ตัวแปลงปลั๊กหรือ Multiple plug ก็อันละ Rs.40 ก็ประมาณ 40 บาท (ในตอนมีนาคม 48) พอหมดเรื่องห้องก็สบายแล้วครับ อย่างน้อยเรามีที่ซุกหัวนอนแล้ว ลุงเขาก็ให้กุญแจเรามาเก็บไว้ ลุงแกเป็นฮินดู พอได้คุยกันบ่อยเข้าก็เลยรู้ว่าแกใจดีเอามาก ๆ ตอนแรกนึกว่าจะดุ คนที่นั่นนะครับ สีผิวเขาทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าจะดุ แต่จริง ๆ แล้วก็เหมือนกับบ้านเรา บางคนก็คุยเก่ง มีน้ำใจดีเหมือนคนไทยเลยล่ะ ยิ้มเก่ง ไปไหนไม่ถูกก็ถาม เขาก็อุตส่าห์ชี้ให้ บางคนเห็นเรายืนถามทาง ก็เข้ามาช่วยดูก็มี บ้างยิ่งใจดีใหญ่ เดินพาไปถึงที่เลยก็มี ลุงแกบอกว่าแกมีห้องว่างสองห้อง แกขอแค่คนที่มาพักให้เป็นคนดีก็พอ (Good man) ไม่เอะอะ, ไม่รบกวนคนอื่น เจอกันทักกันด้วย ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างอยู่ เหมือนคนก่อน ๆ ที่มาพัก แกก็เล่าให้ฟังว่าทักแล้วก็ไม่ทักตอบ จู่ ๆ ก็หายกลับบ้านไปเลย ไม่ยอมบอกกล่าวกัน แบบนี้เป็นใครก็เสียความรู้สึกเหมือนกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-468408946475403153?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/468408946475403153'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/468408946475403153'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/03.html' title='อินเดีย-03&amp;nbsp;:&amp;nbsp;มาแบบไม่มีอะไร'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-1279821699063044064</id><published>2007-07-15T17:07:00.001+07:00</published><updated>2007-07-15T17:07:55.504+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-04 : สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนไป (ดูให้ดี คนที่เราจะไปด้วยให้ข้อมูลดีหรือเปล่า)</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าท่านวางแผนที่จะไปเรียนต่อ หรือไปเทคคอร์สระยะสั้น 3 เดือนหรือหนึ่งปีที่อินเดีย ถ้าเดินทางไปเองอาจจะไม่สะดวกนัก แต่ถ้าท่านติดต่อบริษัทที่ทำงานด้านหาสถานที่เรียนจะสะดวกมากครับ เพราะไม่ต้องหาที่อยู่เอง พออยู่ได้คล่อง ๆ สักเดือนสองเดือน ค่อยไปหาที่อยู่ใหม่เองก็ได้ แต่ก็จะต้องพิจารณาให้มาก ๆ (อันนี้ขอเน้นเลย พิจารณาให้มาก ๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวผู้เขียนเองคิดที่จะเดินทางไปเองเหมือนกัน แต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะเที่ยวบินจะบินไปถึงบังกาลอร์ตอนดึก ประมาณสามทุ่มกว่า ๆ ผมจะต้องผจญปัญหาเรื่องที่ซุกหัวนอนเป็นปัญหาแรก ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาเรื่องที่พัก หาบริษัทที่ทำงานด้านนี้ให้เขาจัดการไปเลยดีกว่า เราจะได้เดินทางเพื่อไปเก็บความรู้ได้อย่างอุ่นใจ ผมติดต่อไปยังหลาย ๆ บริษัทที่สามารถพาผมไปอินเดียได้ อาทิเช่น บริษัททัวร์บ้าง, บริษัทที่ทำด้านการศึกษาบ้าง ติดต่อผ่านทางเว็บไซต์, โทรศัพท์, อีเมล์ และอีกหลาย ๆ ทาง แต่ก็ได้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนนัก บางที่ก็ให้ข้อมูลตามที่ต้องการไม่ได้ เลยไม่มั่นใจในการเดินทางเท่าใดนัก ตรงนี้ขอให้พิจารณาให้ดี ๆ ให้หนัก ๆ อย่าคิดแต่ราคาถูกเข้าว่า บางบริษัทรับปากตกลงดิบดีแล้วแต่ก็ผิดคำพูดก็มี ทำให้ผมต้องรอเสียเวลาเป็นสัปดาห์ ๆ เลย บางบริษัทผมก็ต้องเดินทางไปคุยเพื่อขอรายละเอียดเอง ไม่รับการโอนเงินและส่ง Passport ให้ทางไปรษณีย์ ถ้าผมอยู่เชียงใหม่หรือเชียงราย ผมก็คงจะต้องตีรถมากรุงเทพวันเดียวเพื่อที่จะติดต่อจึงจะได้ไปกัน ดังนั้น การเลือกว่าจะมากับใครจะต้องพิจารณาให้มาก ๆ ดูให้ดีว่าเขาจะดูแลเราอย่างไร เพราะอินเดียไม่ใช่จังหวัดหนึ่งในประเทศไทย แต่เป็นอีกประเทศใหญ่ ๆ ประเทศหนึ่ง ดังนั้น พิจารณาให้ดีครับ การเตรียมตัวอันดับแรก ให้ท่านลิสต์รายการสิ่งที่ท่านอยากรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการเดินทาง การเตรียมพร้อมทุก ๆ อย่าง คิดถึงปัจจัยสี่เข้าไว้ครับ อาหาร, ที่อยู่, เสื้อผ้า, ยารักษาโรค และก็เรื่องของค่าใช้จ่าย ฯลฯ แล้วถามผู้ที่จะพาท่านให้เรียบร้อย หัวข้อที่ผมเตรียมเอาไว้ถามก่อนไปก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ที่พักและความปลอดภัย ถ้าปลอดภัยก็จะดีมาก ไม่ใช่นั้นท่านอาจจะต้องพกเงินหรือ Passport ไว้กับตัว โอกาสหายก็มีได้มากกว่าไว้ที่บ้าน (อันนี้ต้องหากุญแจและโซ่ไปเผื่อเอาไว้ด้วย กันไว้ดีกว่าแก้ครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. แหล่งหาซื้ออาหาร-น้ำดื่ม หรือซุปเปอร์มาเก็ต อยู่ใกล้ ๆ ที่พักมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ค่าใช้จ่ายที่พัก, ค่าใช้จ่ายในการเรียน, ค่าเดินทาง, มีค่าใช้จ่ายอื่นอีกมั้ยที่จะต้องจ่ายเพิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การกดเงินจากตู้ ATM โดยใช้บัตรเครดิตหรือบัตร Visa Electron, วิธีการสังเกตและวิธีการใช้และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ หรือแม้แต่การขึ้นเช็คเดินทาง ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. การขอวีซ่า จะขอแบบวีซ่านักเรียนหรือแบบวีซ่าท่องเที่ยว ถ้าวีซ่าหมดอายุจะต้องเดินทางไปต่ที่ไหน ไปต่อเองหรือจะมีคนไปเป็นเพื่อน เดินทางอย่างไร จ่ายอีกเท่าไหร่ เตรียมเงินเอาไว้ให้พร้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. เมื่อถึงสนามบินแล้วจะเดินทางต่ออย่างไร มีใครมารับ ผู้ที่มารับแต่งตัวอย่างไร ชื่ออะไร เบอร์โทรอะไร ถ้าพลาดจากกันแล้วเราจะติดต่อกันได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. การซื้อตั๋วเครื่องบิน จะซื้อไป-กลับเลย หรือจะไปหาซื้อตั๋วกลับเอาแถวนั้น ราคาเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. ถ้ามีปัญหาระหว่างอยู่ที่อินเดีย ปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดฟัน, เป็นไข้ แบบนี้จะติดต่อใคร และทำอย่างไร อย่าลืมว่าปัญหาเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. การแลกเงินในกรณีที่เอาเงินดอลล่าร์ไป จะไปหาแลกได้ที่ไหน ถ้าไม่ใช่ที่สนามบิน หรือจะแลกที่สนามบินก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. เรื่องของการสมัครเรียน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการสมัคร, รูปถ่าย, ทรานสคริปต์, จะต้องสำเนาไปที่ใบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11. โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ไปเรียน ก.พ. รับรองหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. ถ้าท่านส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนประจำ ลูกหลานของท่านมีปัญหาส่วนตัวอะไรบ้าง เช่น กินอาหารยาก, เป็นโรคประจำตัว, อุปนิสัย, ติดเกมคอมพิวเตอร์, ชอบหนีเรียน ฯลฯ อันนี้ต้องแจ้งให้กับทางผู้ที่จะดูแลทราบล่วงหน้า เพื่อที่จะได้หาทางรับมือให้พร้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13. เรื่องอื่น ๆ เช่น หากมีปัญหาสามารถติดต่อเพื่อน ๆ คนไทยมีมั้ย..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การหาที่พักเองในเมืองบังกาลอร์คงจะค่อนข้างยาก ถ้าเราไม่เดินถามหรือไม่มีผู้ติดต่อให้ ที่พักนี้อาจจะเป็นบ้านว่าง ๆ เปิดให้เช่า ซึ่งโดยมากราคาจะสูงและต้องจ่ายล่วงหน้าหลายเดือน เช่น 6-10 เดือนเป็นต้น ถ้าอยู่นาน พร้อมทั้งมีค่าประกันของเสียหายด้วย แต่ถ้าบริษัทที่ติดต่อเราบอกว่าจะให้เราไปอยู่กับคนอินเดียที่นั่นก็อาจจะถูกหน่อย แต่อาจจะไม่ได้รับความสะดวกมากนัก เขาอาจจะจุกจิกเราในเรื่องของการใช้น้ำไฟ และอาหารการกินอาจจะลำบากถ้ากินอยู่กับเขา แต่ถ้าไปคนเดียวหรือไปแค่ 2-3 คน หาห้องพักจะดีกว่า โดยมากมักจะเป็นบ้านที่มีห้องว่าง ๆ นั่นล่ะครับ เขาเปิดให้เช่า ราคาก็จะอยู่ประมาณ 3,000-5,500 บางที่ก็รวมน้ำไฟแล้ว บางที่ก็ไม่รวม ถ้าท่านไปเพื่อเรียนก็ควรจะหาที่พักใกล้ ๆ ที่เรียน เพราะถ้าเอาแค่ที่พักราคาถูกเข้าว่า พอบวกค่าเดินทางไปเรียนแล้วกลับกลายเป็นว่าพอ ๆ กัน อีกทั้งผจญกับความไม่สะดวกเรื่องอาหารการกินอีก ที่พักที่ผมเช่าอยู่เป็นห้องแบ่งให้เช่า เจ้าของบ้านเป็นลุงกับป้าและก็ลูกชาย แกสองคนใจดีมาก ต้องบอกว่าบริษัทที่ผมติดต่อหาบ้านให้ผมได้ดีมากเลย และที่สำคัญคือแถวนี้ปลอดภัย ช่วงสัปดาห์แรก ๆ เวลาไปไหนผมจะเอา passport และของมีค่าติดตัวไปตลอด แต่ต่อมาผมก็เริ่มมั่นใจแล้วว่าที่นี่ปลอดภัย ผมเก็บของมีค่าเอาไว้ในตู้ ล็อกกุญแจเรียบร้อย แค่นี้ก็ไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจแล้วครับ ไม่มีใครเข้ามายุ่งวุ่นวายเลย เจ้าของบ้านแกไม่มาจู้จี้ผมเลย บางวันตากเสื้อไว้ ฝนตกแกก็เก็บเข้ามาให้ด้วย น่ารักมาก ๆ เลย ต้องบอกว่าหายากครับที่จะเจอที่พักแบบนี้ และแถว ๆ ที่พักผมนี้ก็มีวัดและสถานที่ทางศาสนาฮินดูอยู่รอบ ๆ เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ อายุประมาณไม่เกิน 15 ปีจะเยอะมากเป็นพิเศษ วิ่งเล่นกันขวักไขว่เลย ตอนเจอเจ้าของบ้านครั้งแรก แกบอกว่าขออย่างเดียวคือ แกไม่ชอบคนสูบบุหรี่กินเหล้า และไม่ให้มีการพาใครมาเอะอะโวยวายปาร์ตี้ในห้องหรือเปิดเพลงเสียงดัง ถ้าเป็นเลดี้มาเที่ยวบ้านก็จะต้องให้กลับก่อนค่ำ เพราะนี่เป็นธรรมเนียมทางศาสนาของเขา ดังนั้นผมเลยอยู่ได้อย่างสบายใจเป็นพิเศษ โดยมากคนไทยเราก็มีความเป็นกันเองและนอบน้อมอยู่แล้ว เจอหน้าก็ยกมือสวัสดี ยิ้มให้ ทักทายกับเจ้าของบ้าน ถ้าเราปฏิบัติต่อเขาแบบนี้ เขาก็จะปฏิบัติต่อเราดีมาก ๆ เหมือนกับเราเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้าน เวลาโผล่หน้าเข้าไปคุยกับเจ้าของบ้าน เขาก็จะมีขนมหวานและผลไม้มาแบ่งให้เรื่อย ๆ กล้วยบ้าง, มะม่วงบ้าง และก็จะถามโน่นถามนี่เกี่ยวกับเมืองไทย และไม่มายุ่งเรื่องส่วนตัวของเรา ไม่มาจุกจิกเรื่องห้องหรือเรื่องการใช้น้ำไฟอะไรเลย จะใช้เท่าไหร่ก็ใช้ไป แต่ถ้าไม่อยู่ก็ขอให้ปิดไฟปิดน้ำ เข้าออกได้ตลอดเวลา เพราะเขาจะให้กุญแจหน้าบ้านและกุญแจห้องเอาไว้ ถ้าเราให้ความเกรงใจและอัธยาศัยดีต่อเจ้าของบ้านแล้ว เขาก็จะให้ความเกรงใจเราตอบกลับมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บอกได้เลยว่าการมาอยู่ครั้งนี้ผมพอใจกับที่พักมากเป็นพิเศษ และในการหาที่พักนี้ ถ้าหาได้อยู่ใกล้กับแหล่งของกินก็จะดีมาก ๆ ไม่ต้องเดินหอบของพะรุงพะรัง ท่านจะต้องถามทางบริษัทหรือผู้ที่พามาให้ดีในเรื่องของอาหารว่ามีอาหารแบบไหน เพื่อน ๆ คนไทยบางคนก็อยู่ห่างไกล ต้องซื้อของกลับบ้านทุกวันก็มี บางคนก็ได้ไปอยู่ในแถบที่มีแต่ร้านอาหารราคาแพง ๆ ต้องกินอาหารมื้อใหญ่ ๆ ทุกมื้อ ถ้าท่านอยู่แค่เดือนสองเดือนคงจะไม่เป็นไร แต่ถ้าอยู่นาน ๆ อย่าง 6 เดือนหรือมาเรียนเป็นปี ๆ ทางออกในเรื่องอาหารก็คือ ทำกับข้าวกินเอง, เตรียมอาหารสำเร็จรูปไป หรือไม่ก็จะต้องหัดกินอาหารอินเดียให้เป็น อย่างน้อยก็เพื่อประทังชีวิตให้อยู่ต่อไปได้ (Eat to live) ดังนั้น การอยู่ที่นี่จึงเป็นการฝึกให้เป็นคนอดทน เรียนรู้การยอมรับสังคมรอบข้าง เรียนรู้ความสุขและความทุกข์ในคราวเดียวกัน พ่อแม่ที่ส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ พอกลับมากินผักผลไม้เก่งขึ้นก็มี เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ตัดสินใจและยืนได้ด้วยตัวเอง พร้อมที่จะเป็นผู้นำครอบครัวในอนาคตต่อไป เอาล่ะครับ ในเรื่องของอาหารการกินนี้ เดี๋ยวเรามาว่ากันต่อในบทต่อ ๆ ไปดีกว่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-1279821699063044064?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/1279821699063044064'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/1279821699063044064'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/04.html' title='อินเดีย-04&amp;nbsp;:&amp;nbsp;สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนไป (ดูให้ดี คนที่เราจะไปด้วยให้ข้อมูลดีหรือเปล่า)'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-5206847587877353110</id><published>2007-07-15T17:05:00.001+07:00</published><updated>2007-07-15T17:05:28.593+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-05 : วันแรกก็โดนซะแล้ว</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;วันแรกก็โดนซะแล้ว&lt;/span&gt;     &lt;br /&gt;      จุดหมายของการมาแบบไม่มีอะไรของผมก็คือ เพื่อให้กระเป๋าว่างพอที่จะใส่ของกลับได้ ที่นี่ของที่ระลึกพวกพรม, เครื่องเงินมีขายเยอะ แต่หน้าอย่างผมนี้จะเข้าไปซื้อเครื่องเงินกลับบ้านตั้งแต่วันแรกก็แปลกแล้วล่ะ มาอยู่นี่ต้องประหยัดกันสุด ๆ ถึงแม้ว่าจะกดตังค์จาก Visa Electron ได้ก็ตาม วันแรก ๆ ที่เดินหาของ หาพวกถังมารองน้ำ หาแก้วมาใส่กาแฟ ที่นั่นกาแฟแก้วละ 10-15 บาท ผมเอาแบบ Three in one มาชงกินเองดีกว่า เดินไปเรื่อย ๆ แขกคนหนึ่งก็ทักทาย คนอินเดียนี่ต้องบอกว่าชอบคุย ชอบถาม เห็นหน้าตาคม ๆ เข้ม ๆ ไม่ใช่คนเงียบ ๆ ขรึม ๆ น่ากลัวนะครับ ที่ติ๊งต๊อง ๆ ก็มี ที่มาหลอกเราก็มี ที่ทำงานสุจริตก็มี ที่โดนผมหลอกก็มี เหมือนกันทุกประเทศน่ะล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่เข้ามาคุยด้วยนี้แกชื่อว่าแมนี่ (Mani) เป็นคนขับรถออโต้ริกซอว์ หรือรถสามล้อรับนักท่องเที่ยว เช้า ๆ มีคนไม่เยอะ แกก็ว่าจะพาเราไปเที่ยวรอบ ๆ ถนน M.G. แล้วมาส่งที่เดิมแค่ 10 รูปี ผมก็ไม่รู้นี่ว่ามันมีลับลมคมในอะไร ดี น่าสนใจ ก็ไปกับเขา ใจง่ายมั้ยเนี่ย มันพาทัวร์รอบๆ ครับ แล้วมันพาไปไหนรู้มั้ยครับ มันพาเข้าร้านของที่ระลึก พวกเครื่องเงิน ให้ผมเป็นลูกค้าคนแรกของร้าน เพราะเพิ่งจะเปิดร้านตอน 10 โมง ลูกค้าคนแรกถือว่าเป็นฤกษ์ดีของเขา แต่ที่ไหนได้มาเจอผมเข้าซะ อย่างที่บอกไงครับ หน้าอย่างผมจะเข้าไปซื้อผ้าไหม, ซื้อเครื่องเงินตั้งแต่วันแรกก็ไม่ใช่ ต่อให้เป็นวันสุดท้ายผมก็ไม่ซื้อ ผมเตรียมมาซื้อกลับอย่างเดียวก็คือหนังสือ เจ้าของร้านหยิบผ้าโน่นผ้านี่มาให้ดูหลายผืน และก็บอกว่าสนใจอันไหน แค่นี้ผมก็รู้แล้ว มาไม้นี้อีกแล้ว คุ้น ๆ เหมือนกัน เถียงกับคนขายมันยกใหญ่ ผมก็เสียอยู่อย่างดันติดนิสัยขี้เกรงใจมา แต่ดู ๆ ไปแล้วมันก็ไม่เห็นเกรงใจเราเลยสักนิดเดียว มันจะให้เราซื้อผ้าประเดิมเป็นลูกค้าคนแรกในวันจันทร์ท่าเดียว คนขายยกเหตุผลนี้ขึ้นมา ถามหาบัตรเครดิตเรา ผ้าผืนละ 500 รูปี (ประมาณ 500 บาท) สวยนะครับ สวยจริง ๆ นึกๆ ไปก็อยากได้เหมือนกัน ผมดูผ้าไม่เป็น แต่ก็ดูรู้ว่าประณีตเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามผมคงจะไม่ได้ใช้แน่ เจ้ารถพวกนี้ใช้วิธีนี้ในการเอาค่า commission โดยพานักท่องเที่ยวมาที่ร้าน ใครมาก็คงจะโดนแบบนี้เหมือนกัน ใครมาเที่ยวเมืองไทยก็คงไม่ต่างกัน แต่วันนี้ไม่ใช่ฤกษ์ของเขาครับ เงิน 500 รูปีของผมซื้อหนังสือที่นี่ได้ตั้งหลายเล่ม มันไม่มีทางหลุดจากกระเป๋าผมแน่ ถ้าอายุขนาดนี้แล้วยังเอาตัวรอดในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเห็นคนขับเดินเข้ามาข้างในอยู่กันพร้อมหน้าก็พยายามบอกจะมันประมาณว่า "ถ้าคุณใช้วิธีแบบนื้เพื่อให้มีลูกค้า มันไม่เวิร์คนะ เพราะคุณกำลังบังคับให้ฉันซื้อของที่ไม่ต้องการ, วันจันทร์เช้าและลูกค้าคนแรกเป็นฤกษ์ดีของคุณ แต่ไม่ใช่ปัญหาของผม" ผมพูดอย่างจริงจังมาก ๆ ดูเหมือนโหดร้ายกับเขา แต่จะไม่ให้พูดแบบนี้ได้อย่างไร ผมเข้าร้านแต่ก็ไม่ได้จะต้องรับผิดชอบการเป็นลูกค้าคนแรกนี่ครับ และผมไม่ได้มีเงินเหลือมาให้คนขับรถที่ว่าจะพาผมเที่ยวแต่กลับมาหลอกกันแบบนี้ ผมไม่ได้มาอยู่ 3-4 วัน ผมอยู่เป็นเดือน ๆ ว่าแล้วก็หันไปหาคนขับ บอกแค่ว่า "OK Take me back" มันก็บอกว่าช่วยหน่อยเถอะ ผมอยากจะได้อะไรสักอย่าง ฟังไม่ชัดสำเนียงเขา เหมือนกับว่าเป็นของใช้ให้ลูกอะไรประมาณนี้ เพราะว่าจะได้ค่า commission ผมไม่สนใจเดินออกมาที่รถสามล้อหน้าร้านเลย ในใจคิดว่ามันไม่ตามมาวุ่นวายหรอก จากที่ผมได้ศึกษาข้อมูลมาคนอินเดียไม่ได้ป่าเถื่อน เจ้าของร้านก็พูดภาษาท้องถิ่นกับเจ้าแมนี่คนขับ คงจะให้มาตื้อ มันก็ตื้อเราอีก ตื้อเก่งจริง ก็เลยว่า "ไม่ต้อง งั้นผมกลับเอง" ผมมีแผนที่กลับเองได้ มันเลยโอเค ตอนเดินทางมา มันจะพาเราแวะอีกร้าน ขอแค่ 10 นาที มันอุตส่าห์หยุดรถหันมาเกลี้ยกล่อม แต่อย่าหวังเลย ผมทำท่าลงจะรถมันก็ โอเค ๆ เอาผมกลับมาส่งที่เดิม ผมถามว่าจะเอาเท่าไหร่ มันยิ้มแหย ๆ ขอ 20 รูปี ไม่มีให้หรอก มีแต่แบ๊งค์โต ๆ แล้วตอนแรกมาบอกว่า 10 รูปีไง... มันก็ทำคอยึกยัก เลยให้มันไป 10 รูปีพอ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราต้องรู้ทันแขกเวลาไปไหนมาไหน ซื้อน่ะได้ แต่อย่ามาบังคับกัน ผมซื้อหนังสือได้เป็นสิบ ๆ เล่มและเต็มใจแบกกลับถ้าอยากได้จริง ๆ ดังนั้นอย่ามาหลอกกัน ใครที่มาหลังจากผมนี่ให้รู้ทันไว้เลยนะครับ พยายามสื่อให้ได้ว่ามันจะพาเราไปไหน มันพูดอะไร ไม่ต้อง ง้อครับ รถสามล้อดี ๆ มีให้เกลื่อนเมือง เรามีสิทธิ์ในการตัดสินใจและเราควรเคารพสิทธิของเรา และแล้ววันจันทร์ก็เป็นฤกษ์ดีของผมในการเริ่มต้นค้นหาความรู้ที่นี่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-5206847587877353110?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5206847587877353110'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5206847587877353110'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/05.html' title='อินเดีย-05&amp;nbsp;:&amp;nbsp;วันแรกก็โดนซะแล้ว'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-6991374958285269306</id><published>2007-07-15T17:03:00.000+07:00</published><updated>2007-07-15T17:03:12.954+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-06 : M.G Road , Brigade Road ผมอยู่แถวน</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;M.G Road , Brigade Road ผมอยู่แถวนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดือนมีนาคมที่ผมมาที่บังกาลอร์นี้ เริ่มเข้าช่วงหน้าร้อนของบ้านเรา และก็เริ่มช่วงหน้าร้อนของเขาเหมือนกัน (Summer) โชคดีที่ห้องน้ำในห้องพักผมมีน้ำอุ่นให้ด้วย คืนแรกที่มาถึง ลุงเขาก็แนะนำการใช้น้ำร้อนบอกว่าที่เปิดน้ำอยู่ที่ไหน ก็โอเค แต่ยังไม่ใช้เพราะไม่คิดว่ามันจะหนาวอะไรขนาดนั้น ผมอาบน้ำแบบไม่เกรงใจเลยครับ พอออกมาข้าง มันเย็นยะเยือกจนสั่นเลย เพราะห้องที่ผมพักนี้เป็นชั้นสอง แล้วหน้าต่างมี 3 บานติดกัน ลมเข้าพอดี ไม่มีตึกบังเลยครับ ต้องปิดหน้าต่างปิดพัดลมมานั่งกัดกรามอยู่คนเดียว วันต่อมาผมใช้น้ำอุ่นแบบไม่เกรงใจเลย ไอ้ว่าจะน้ำอุ่นก็ไม่ใช่ มันมี 2 ก๊อก อันหนึ่งเย็น อีกอันหนึ่งมันเป็นน้ำร้อน มันไม่ใช่น้ำอุ่นหรอก มันร้อนเลย บางวันก็แล้วแต่อารมณ์มันก็อุ่น อยู่อินเดียนี่ก็สนุกไปอีกแบบครับ มีอะไรที่เราคาดไม่ถึงเยอะ กลับไปมีเรื่องเล่าเพียบ เพราะมันเหมือนกับการผจญภัยไปพร้อมกับการไปเรียน แต่ละวันจะมีเรื่องที่เราคาดไม่ถึงมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการโดยสารรถออโต้ ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังในตอนต่อ ๆ ไป เช้า ๆ เป็นช่วงเวลาที่ดีในการออกมาจิบไจ (ชา) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มชาผสมนม ใส่ขิงนิด ๆ รสเผ็ด ๆ แก้วละ 4 รูปี ถ้าเอาแก้วใหญ่หน่อยก็ 6-7 รูปี ตามร้านข้าง ๆ ทางเขาจะให้แก้วพลาสติกครับ ต้มร้อน ๆ เสร็จใหม่ ๆ สะอาด จะยืนกินแถว ๆ นั้นได้ ในร้านจะมีขนมคุกกี้และพวกบิสกิตให้กินแกล้ม หวาน ๆ อร่อยดีครับ เค้กที่นี่อร่อยครับ แต่กินชิ้นเดียวก็พอแล้ว เพราะหวานกว่าบ้านเราเยอะ พอสาย ๆ หน่อยก็จะพบกับเด็ก ๆ พ่อแม่เดินจูงไปส่งโรงเรียน หนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็เดินไปโรงเรียนกัน ผู้หญิงที่นี่เวลาไปไหนก็จะไปเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เหมือนกับพวกผู้ชายครับ แต่ก็ไม่ค่อยเห็นสาว ๆ แต่งส่าหรีหรือชูรีตา (Churithar) เท่าไหร่ มีแต่ก็จำนวนน้อย อาจจะเป็นเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป และอีกอย่างเราเข้าไปอยู่ในแถบแฟชั่นของเมืองนี้ก็ได้ แต่ถ้าออกไปไกลหน่อยก็จะมีให้เห็นเยอะครับ อากาศที่นี่ถึงแม้จะร้อนในช่วงหน้าร้อน แต่ก็ไม่เห็นใครเดินถือร่มกันสักคน เดินเฉิบ ๆ กลางแดดกันหน้าตาเฉย ผมก็เดินเหมือนกัน แต่ต้องหลบเข้าใต้ร่มไม้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บังกาลอร์เป็นเมืองที่มีต้นไม้เยอะ มีร่มเงาให้พักพิงเยอะ ที่ที่ร้อนจริง ๆ ก็คงจะเป็นช่วงของตึกครับ อย่าง Brigade road นี้จะมีอยู่ช่วงหนึ่งของถนนที่ติดกับ M.G. Road แถวนี้ล่ะครับ มีแต่ตึก เดินตอนกลางวันร้อนเอาเรื่องเลยทีเดียว เวลาเดินก็ต้องหลบไปเดินอีกทาง พอถึงช่วงที่มีต้นไม้ก็สบายครับ มีต้นไม้ก็ดีอย่างนี้ล่ะ เมืองไทยเราต้องช่วยกันรักษาต้นไม้ไว้นะครับ เพราะจะช่วยสร้างความร่มรื่นให้บ้านเมืองได้มากเลยทีเดียว บังกาลอร์นี้นอกจากจะมีสมญานามว่าเป็น Silicon Valley of Asia หรือ Electronic City แล้ว อีกชื่อหนึ่งก็คือ The City of Garden หรือเมืองแห่งสวนนั่นเอง เพราะดังที่ว่าไว้ครับ ที่นี่ต้นไม้เยอะและอากาศดี ขอชมแค่ตอนเช้า ๆ ก็พอ เพราะช่วง ชม. เร่งด่วน (Rush hour) ถึงตอนบ่ายๆ นี่ไม่ต้องพูดถึง คนเยอะ รถก็เยอะตาม ทั้งมอเตอร์ไซต์ รถเมล์และออโต้สามล้อที่ขับปาดไปปาดมา ที่นี่ดูเหมือนไม่ค่อยมีการควบคุมควันเหมือนกับเมืองไทย บางสี่แยกก็ไม่อยากเดินผ่านไปนช่วงเวลาทำงานเลย ร้อนก็ร้อนแล้วยังต้องผจญกับพอลลูชั่นอีก ซึ่งเดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องพอลลูชั่นนี้ให้ฟังกัน เห็นว่านอกจากค่าครองชีพแล้ว เรื่องของพอลลูชั่นนี้บังกาลอร์ก็เป็นที่สองรองจากมุมไบเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพจากกานดีนาการ์ ขาย DVD เถื่อนก็มี ไปซื้อวันนั้น ตํารวจลงพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาทำงานของห้างร้านที่นี่ก็ตั้งแต่เวลาประมาณ 10-11 โมงเป็นต้นไป พอถึง 3 ทุ่มหรือ 4 รถก็เริ่มน้อยแล้วล่ะครับ หัวค่ำหน่อยพวกผับบาร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะเริ่มเปิดกัน ในแถบ Brigade Road, M.G. Road, Church Street และแถว Commercial Street นี่จะมีของขายเยอะมากมีร้านเสื้อผ้าแฟชั่นสวย ๆ แบบบ้านเรา, รองเท้าผู้ชายสวย ๆ ที่มีพรีเซนเตอร์อย่างซัลมาลข่าน (Salman Khan) ดาราหนุ่มหล่อที่แต่งอะไรก็ดูดีมาเป็นนายแบบให้ มีร้าน Pizza Hut, Pizza Corner, Domino Pizza, ร้านเนสกาแฟ และห้างที่เรียกว่า Shopping Center และที่ลงท้ายด้วย Mall ก็มีเยอะมากแถวนี้ อย่างห้าง Fifth Avenue (5Th Avenue) นี้ก็เป็นอีกห้างเล็ก ๆ ห้างหนึ่งครับ ที่นี่ไม่นิยมสร้างห้างใหญ่ ๆ เดินกันเมื่อยเหมือนบ้านเรา เข้าไปก็จะมีหลายชั้น บางร้านเงินหนาก็ได้หลายคูหา บ้างก็กินทั้งชั้นก็มี หนุ่ม ๆ สาว ๆ จะมาเดินเยอะครับ มาเป็นคู่ ๆ หรือมาเป็นกลุ่ม ๆ ก็มี ในนี้จะมีร้าน Music Shop ที่ขายพวก VCD, DVD, เทปซีดีเพลง เยอะแยะมากมาย เข้าไปข้างในจะดูสดใสดีครับ มีทั้งหนังอินเดีย และหนังต่างประเทศขายเยอะ ราคาก็อยู่ที่ Rs.129 บ้างก็ Rs.499 ถ้าเป็น DVD หนังใหม่ ๆ บางเรื่อง อย่าง DVD หนังอินเดียเรื่อง Main Hoon na ที่นำแสดงโดยชารุข่านก็ขายอยู่ที่ราคา Rs.399 มีจัดโปรโมชั่นแถมโน่นแถมนี่ด้วยนะครับ ราคาหนังต่างประเทศอย่าง DVD สไปเดอร์แมน ภาค 2 ก็ Rs 499 ครับ ถ้าเป็นหนังเทศเก่า ๆ หน่อยก็จะ Rs.199 นอกจากห้างนี้แล้วก็มีห้างอื่น เช่น Tota Royal Arcade ก็เป็นอีกแหล่งรวมผู้คนอีกที่หนึ่งเหมือนกัน มีร้านอินเตอร์เน็ต Web World, Coffee World และร้านของเล่น Toy R Us ก็มี นอกจากห้างไม่ใหญ่พวกนี้แล้ว ถ้าเดินขึ้นไประหว่างทางไปตาม Brigade Road ก็จะมีอีกหลายร้าน โดยมากจะเป็นเสื้อหาและร้านอาหาร บ้างก็เป็นร้านขายของชำบ้าง และก็มีร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ Software แต่ที่เห็นตามทางมีขายเป็นระยะ ๆ ก็คือไอศกรีมครับ กรวยละ 6 รูปีเอง แขกเขาชอบกินกัน สังเกตมาหลายวันแล้ว คนที่มาซื้อมีตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงคนแก่ก็มี เราก็เลยเอากะเขาด้วย มี 3 รสเหมือนบ้านเราคือ วนิลา, ช็อคและแบบผสม เวลาสั่งก็บอกคนขายว่า "Mix" ก็คือเอาแบบผสมกัน เดินกินไปเรื่อย ๆ กว่าจะถึง M.G Road เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะมันเป็นทางลาดขึ้นเขา ตามทางมีคนเดินตระเวนขายของไม่มากเหมือนกับตลาดจันปาทที่เดลลี ที่นั้นจะตามตื้อเราจนบางครั้งรู้สึกรำคาญ ที่นี่พอมันเห็นเราหน้าขาว ๆ แรก ๆ ก็เข้ามาขาย เดินตื้อเราไม่กี่ก้าวก็หายไปแล้วครับ บ้างก็มาขายนาฬิกา, ขายงู (แกะจากไม้), แผนที่อินเดียแบบติดผนังก็มีมาเร่ขาย เรื่องแผนที่นี้ผมไปจกเอาแถวร้านหนังสือก็ได้แค่ Rs.20 เองเพราะผมต้องการแค่แผนที่ของเมืองนี้เมืองเดียวเพื่อที่จะได้เดินทางถูก ผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราเหมือนกับนักท่องเที่ยวเพราะไปสะพายกระเป๋า วันหลัง ๆ มาก็ต้องไว้หนวดและก็เดินตัวเปล่าคราวนี้ไม่ค่อยมีใครทักแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันนี้ เมืองบังกาลอร์ได้เปลี่ยนวิธีการเดินรถให้เป็นแบบวันเวย์ (One way) ครับ แรก ๆ ก็งง แต่พอดูแผนที่แล้วลากเส้นเอาก็พอดูออกแล้วล่ะครับว่ามันวนไปยังไง และด้วยความที่มันเป็นวันเวย์ มันทำให้ผมต้องเสียตังค์เพิ่มเพราะขากลับจาก รร. มันจะต้องไปอ้อมทะเลสาป เสียถึง Rs.20 จนได้ ต้องถามพวกออโต้ว่ามีทางอื่นมั้ยที่ไม่ต้องอ้อมทะเลสาป เขาก็จะพาลัดเลาะออกตลาดโน่นตลาดนี้ สุดท้ายเสียแค่ Rs.11 เอง การบีบแตรใส่กันถือว่าเป็นเรื่องปกติของที่นี่ครับ ยิ่งในเวลา Rush Hour นี้จะเหมือนกับว่ารถทุกประเภทในอินเดียต่างพากันออกมาวิ่งกันหมดแถมยังบีบแตรใส่กันสนั่นหวั่นไหว บางครั้งผมก็สังเกตดูพวกเขาจะบีบแตรใส่กันง่ายมาก ถ้าชะลอรถเมื่อไหร่ก็โดนบีบแตรไล่เมื่อนั้น แต่เขาไม่โกรธกันนะครับ ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงจะลงมาเจรจากันแล้วล่ะ เรามักจะบอกกันว่าการจราจรและการขับรถของคนไทยนั้นไม่มีระเบียบวินัย คือ ชอบปาดซ้ายปาดขวา ผมว่ายังธรรมดาเมื่อเทียบกับที่อินเดีย ที่นี่ขับกันเก่ง ถนนก็ไม่ค่อยมีเส้นบอก และก็ไม่ค่อยอยู่เลนตัวเองเท่าไหร่ จะออกก็ปาดออกมาพรวดเลย ใครที่ขับมาตรง ๆ ก็บีบแตรใส่ และก็หักหลบไปอีกเลน อีกทั้งคนเดินถนนก็เหมือนกัน เดินข้ามเหมือนกับเดินในห้างกันเลย แต่เขาก็ไม่ได้ข้ามกันสุ่มสี่สุ่มห้าแบบไม่ได้มองนะครับ ขอแค่มีช่องว่าง ๆ ระหว่างรถก็พรวดไปเลยไม่ต้องรอไฟแดง ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงจะได้คุยกับตำรวจแล้วล่ะ แบบนี้เห็นที่จะต้องบอกว่า "ทำอะไรตามใจคือแขกแท้ ๆ" ผมเห็นแขกเขาทำกันหน้าตาเฉย สารภาพเลยว่าหลัง ๆ ผมก็เริ่มติดนิสัยการเดินถนนแบบนี้มาบ้างแล้วเหมือนกัน มาถึง M.G. Road กันบ้าง ตลอดแนวฟากหนึ่งของถนน M.G. Road จะเป็นลานกว้าง แต่อีกด้านหนึ่งจะเป็นตึกขายและร้านค้าต่าง ๆ มากมาย ถนน M.G. นี้ยาวมากครับ ตลอดทางจะมีร้านค้าแบบแพง ๆ เยอะมาก มีโรงหนัง, ร้านหนังสือ 3-4 ร้าน, ร้านขายเสื้อผ้า, และร้านส่าหรี DEPAM ที่ดังๆ ของเขาก็อยู่ติดถนนนี้เหมือนกัน ช่วงที่ผมไปนี้ เป็นช่วงที่เขาจัดลดราคา 40% แถวนั้นเลยคึกคัก รถเยอะเป็นพิเศษ สำหรับการหากินแถว ๆ M.G. Road นี้สบายครับ ถ้าหิว ๆ เจอร้านอาหารก็แวะเข้าไปซื้อกินได้เลย เช่น Food World หรือใน Coffee Shop ริม ๆ ถนนก็ได้ แถบแถวนี้มีของกินให้เลือกเยอะ ถ้าอยู่ที่นี่นาน ๆ แล้วมากินแถวนี้ทุกวัน เดือน ๆ หนึ่งอาจจะหมดตังค์ไปหลายบาทกับการกิน อันนี้ต้องระวังให้ดีนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-6991374958285269306?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/6991374958285269306'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/6991374958285269306'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/06-road-brigade-road.html' title='อินเดีย-06&amp;nbsp;:&amp;nbsp;M.G Road , Brigade Road ผมอยู่แถวน'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-2507349844160302763</id><published>2007-07-15T17:00:00.002+07:00</published><updated>2007-07-15T17:00:36.010+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-07 : ถ้าอยู่ที่นี่อดตายก็อย่าไปอยู่ที่อื่น</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ถ้าอยู่ที่นี่อดตายก็อย่าไปอยู่ที่อื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เอาล่ะมาถึงเรื่องของอาหารการกินกันบ้าง เรื่องนี้ต้องพูดครับ เพราะถ้าคนไทยมาอยู่ที่นี่แล้วทานอาหารอินเดียไม่ได้ ก็ต้องพึ่งอาหารรฝรั่งกันล่ะครับ แถบ Brigade กับ M.G นี่มีของกินเยอะ พิซซ่าเอย อาหารจีนอาหารฝรั่งก็มี ถ้ากินพวกพิซซ่า, KFC ทุกวันตังค์หมดเอาง่าย ๆ เหมือนกัน คนขายที่นี่โดยมากจะเป็นผู้ชายครับ ไม่ค่อยเห็นผู้หญิงออกมาขายเท่าไหร่ ยิ่งวันแรก ๆ นี่หิวโซจนแทบจะกินแขกที่เดินข้าง ๆ ได้แล้ว เพราะเดินตระเวนหาซื้อตำหรับตำราเพลิน สี่โมงเย็นก็นัดเจอน้องหมี, น้องปุ๊และน้องมุนน่าเพราะจะไปช็อบปิ้งกันที่ Commercial Street ก่อนไปก็เข้าไปหาอะไรกินที่ร้าน American Corner สั่งข้าวผัดใข่ใส่มากิน พอเอามาเสริฟให้เท่านั้นล่ะ โอ้โห ดู ๆ ไปชามก็ไม่ใหญ่มาก แต่ข้าวผัดไข่นี้อัดมาแน่นเลย พอแบ่งออกมาก็ฟูเต็มจานเลยครับ ส่งต่อให้น้อง ๆ ก็ไม่มีใครช่วยผมเลย แต่ด้วยความที่หิวโซเลยซัดจนหมด จานนี้ 38 รูปีครับ และต่อจากนั้นก็ไม่ได้กินอะไรอีกจนถึงตอนดึกเพราะอิ่มมาก ก็นี่ล่ะครับถึงบอกว่าอาหารมีให้กินเยอะ อาหารที่คนไทยอย่างเรา ๆ กินได้ก็มีอยู่เยอะ และที่สำคัญปรุงสุขและสะอาดครับ แบบนี้ต้องพูดว่าถ้าอยู่แถว Brigade Road กับ M.G Road แล้วอดตายล่ะก็ อย่าไปอยู่ที่อื่นเลยดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ที่นี่สิ่งที่อยากกินเป็นอันดับแรกก็คือน้ำเปล่า แรก ๆ ผมซื้อน้ำเปล่ายี่ห้อ Aquafina ของ Pepsi ขนาด 1 ลิตรมากิน ขวดละ 12 รูปี วันหลัง ๆ ไปเดินหาที่ซุปเปอร์มาเก็ต Food Word (ที่ M.G. Road) ได้มาขวดละ 2 ลิตร ยี่ห้อ Kinley ของ Coca Cola ขวดละ 18 บาท แบกกลับห้องพักทีละ 3-4 ขวด งานนี้แขนโตเลย น้ำอัดลมก็มีนะครับแต่จะไม่กินพร่ำเพรื่อขวดขนาด 0.5 ลิตรราคาจะอยู่ที่ 18 บาท แต่ถ้าท่านเดินหาดี ๆ จะเจอกับน้ำดื่มถังใหญ่ ๆ ขนาด 5 ลิตร ราคา Rs.45 ถ้ากินหมดแล้วอย่าทิ้งขวดนะครับ เพราะเอามาแลกซื้อขวดใหม่ได้ในราคา Rs.30 ซึ่งจะถูกกว่าการซื้อน้ำขวด 2 ลิตรมาก หรือถ้าแถว ๆ บ้านมีน้ำเป็นถัง ๆ อันนี้ก็ซื้อได้ แต่ต้องดูดี ๆ ระวังเจอพวกชอบโกงบางทีจะบอกว่าน้ำหมด กำลังรออยู่ และก็เอาน้ำก๊อกใส่ถังมาให้เราแทน เพื่อนคนไทยที่เรียนด้วยกันเจอมาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และก็อีกครั้งกับเหตุการณ์หิวโซอีกแล้ว เดินช็อปมาหลายที่ หิวก็หิว จะหากินในห้างก็ราคาสูง เลยจับรถกลับมาที่ถนน Brigade ขอกลับมาตายรังดีกว่า โชคดีที่เหลือบไปเห็นหน้าซอยเข้าบ้านพักมีหม้อใหญ่ ๆ และมีคนกำลังซื้ออยู่ 3-4 คน เข้าไปชะโงกดูปรากฏว่าเป็นข้าวหมกไก่ครับ หรือ Chicken Biriyani แค่นั้นล่ะ เอามาเลยหนึ่งห่อ Rs.20 ครับ ก็ถามว่าขายทุกวันหรือเปล่า เขาก็ว่าขายทุกวัน บ่าย ๆ จะเป็นข้าวหมกไก่ แต่ดึก ๆ ประมาณ 2 ทุ่มจะเป็นข้าวผัดไข่ เขาก็ตักใส่ห่อมาให้แบบห่อบะหมี่เกี้ยวบ้านเราน่ะครับ มีกระดาษและแผ่นพลาสติกรองเรียบร้อย ดูจากสภาพภาชนะแล้วสะอาดใช้ได้และที่สำคัญคือกำลังร้อน ๆ เลย ตักใส่ห่อมาให้เหมือนกับว่ากลัวขายไม่หมด แกให้ไก่มา 2 ชิ้น เป็นอกกับน่องพร้อมกับหอมแดงซอยและน้ำราด ที่นี่ไม่ใช้หนังยางรัดนะครับ แต่จะมัดด้วยด้ายเส้นเล็ก ๆ พอเอากลับมากินที่ห้องพัก เปิดออกมาดูข้าวฟูเต็มห่อเลย กินไม่หมดอีกแล้ว ต้องแบ่งไว้กินตอนเย็นกับตอนดึกด้วย กินร้อน ๆ อร่อยดีครับ จะอร่อยเพราะเราหิวหรือเขาทำอร่อยก็ไม่รู้ล่ะ แต่ที่รู้ ๆ ผมฝากท้องกับแขกหน้าซอยนี้ได้แน่ ๆ คงไม่ต้องเดินไปกินไกล ๆ อีกแล้ว พอรู้อย่างนี้ดึก ๆ สักหนึ่งทุ่ม ผมก็มักจะเดินอาด ๆ ออกมาซื้อข้าวผัด (Fired Rice) หรือไม่ก็ไก่ทอด (Fired Chicken) ที่เรียกว่ากะบับ (Kabab) ที่ร้านใกล้ ๆ กัน ไก่ทอดของเขาจะใส่เครื่องเทศหอม ๆ ไม่ฉุนและไม่เผ็ดอย่างที่คิดไว้ กินครั้งแรกแล้วติดใจเลยครับ เพราะเป็นไก่ชิ้นอกหั่นเป็นท่อน ๆ ทอดกรอบ ๆ ที่สำคัญคือนุ่มมากไม่รู้ว่าเขาหมักอย่างไร ไก่ทอดนี้เขาก็ขายทีละ 100 กรัมก็แค่ Rs.12 ได้มาประมาณ 5-6 ชิ้น มัดใส่ห่อมาให้พร้อมหอมแดงซอยและมะนาวอีกครึ่งลูก จินตนาการนะครับไก่ทอดร้อน ๆ บีบมะนาวแกล้มหอมแดงกินกับข้าวผัดไข่จะอร่อยเหาะขนาดไหน อันนี้ต้องมาชิมเองนะครับ พอไปซื้อกินบ่อย ๆ เข้าหลัง ๆ คนขายเห็นผมเดินมาชูนิ้วชี้เขาก็รู้แล้วว่าอาตี๋นี้เอาข้าวผัด 10 รูปี โดยมากจะใส่ห่อมากินที่บ้าน และการสั่งใส่ห่อในวันแรกนี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะจะพูดว่า Pack ก็คงจะไม่ตรงนัก เลยต้องใช้ "Take home 10 Rupee" แบบนี้ค่อยรู้เรื่องกันหน่อย หรือใช้คำว่า Parcel (พ้า-ซึ่ล) ก็เป็นที่รู้กันว่าเอากลับบ้านนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;THIS IS CHICKEN BIRIYANI.... SO NICE TASTE&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากร้านที่ว่านี้ก็ยังมีอีกหลายที่ครับในถนน MG. กับ Brigade ยิ่งถ้าเดินเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ที่ขายเสื้อผ้าแถว ๆ Commercial Street ก็จะมีขายไก่ทอดหรือจะเป็นผักชุบแป้งทอด เขาจะเอาพวกมันฝรั่ง, พริกหวาน, กล้วยเอามาชุบแป้งทอดกรอบ ๆ ชิ้นละ 1-2 รูปี เดินไปกินไปอิ่มแทบจะไม่ต้องกินข้าวเย็นเลย ถ้าไปเดินเที่ยวที่ไหนไกล ๆ ก็มองหาร้านพวกนี้ไว้ครับ เขาเห็นเราเดินเข้าไปถามเขาก็ชอบใจแล้วล่ะและก็ไม่โกงเราด้วยนะ ไม่ใช่ว่าขายแขกด้วยกันชิ้นละ 1 รูปี แต่เขาเรา 2 รูปีแบบนี้ไม่มีให้เห็นครับ พูดเรื่องของกิน ยิ่งพูดยิ่งไม่จบเพราะมีอะไรให้เลือกเยอะ ที่บังกาลอร์นี้ไม่มีร้านเซเว่นหรือโลตัสให้เห็น แต่จะมีพวกซุปเปอร์มาเก็ตเช่นที่ Food World ซึ่งอยู่ติดกับ M.G Road หรือที่ Nilgiris ที่อยู่บน Brigade Road ที่ Nilgiris นี้เปิดให้บริการมานานมาก ปีที่ผมไปเขากำลังฉลอง 100 ปีพอดี จะมีอาหารสำเร็จรูปหลายอย่าง ขนมนมเนย, แยมและอาหารแห้ง ผลไม้สดเช่นส้มหรือสตอเบอรี่นี้ก็ไม่แพงกล่องละไม่ถึง 50 รูปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับนมสดที่นี่มีเยอะครับ ยิ่งผมเป็นคนชอบดื่มนมอยู่แล้ว ถ้านมสดที่เพิ่งรีดใหม่ ๆ ก็มีแต่ต้องออกไปหาไกล ๆ แต่ถ้าเป็นถุงขายตามร้านก็มี แต่ต้องดูให้ดีนะครับบางยี่ห้อเป็นนมที่ทำจากเนยเขาจะใส่ Masara ถ้าเอามากินล่ะก็จี๊ดขึ้นคอเลย ถ้าให้ดีไปซื้อจากซุปเปอร์ดีกว่า มองหานมกล่องที่มีรูปวัวหรือวัวแลบลิ้นน่ะครับ เป็นนมที่ผ่านการพาสเจอไรซ์แล้วขายเป็นกล่อง 1 ลิตร มีหลายยี่ห้อครับ อย่างนมของ Nestle นี้รสชาติก็ไม่ต่างจากบ้านเรา ราคาอยู่ที่ Rs.30 แต่ยี่ห้อที่ผมชอบซื้อก็คือ Amul Shakti ราคาอยู่ที่ Rs.24 มีทั้งแบบพร่องมันเนยกับธรรมดา แต่ก็มีนมประเภทที่เรียกว่า Curd คือ นมข้น ๆ เหนียว ๆ แบบโยเกิร์ต ตักกินได้เลย ใครชอบแบบนี้ก็ซื้อมากินได้ หรือถ้าจะให้ถูกหน่อยก็หานมถุงละ Rs.7 จะได้มาครึ่งลิตร หาซื้อตามร้านได้ มีขายเยอะครับ แต่จะต้องเอามาต้มก่อนพอเย็นแล้วก็กินได้เลย หรือจะไปเอาไปทำเป็นชาร้อนกาแฟร้อนก็ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเล่าอะไรให้ฟัง ไอ้เรื่องนี่ล่ะ เล่าไม่อายเลย ไปซื้อนมมา อยากกินมาก เลยได้มาถุงหนึ่ง Rs.7 กินไป เอ้อ อร่อยนะ สักพักเข้าห้องน้ำเลย จู๊ดเลย ก็คิดว่า เอ... สงสัยคงจะปกติ พอกินอีก เป็นอีกแล้ว เหมือนเดิมเลย.. อะไรเนี่ย... วันรุ่งเช้าไปหาคนขาย ถามว่านมแบบเนี้ย กินได้เลยมั้ย เขาก็ว่าไม่ได้ ต้องต้มก่อน นั่นไง เจอต้นเหตุแห่งทุกข์แล้ว... ชัดเลย อีเมื่อวานที่เข้าห้องน้ำก็เพราะอีกแบบนี้นี่เอง เพราะนมที่ซื้อเป็นถุงๆ 7 บาทนี่เขาจะเอาไปต้มกิน หรือต้มทําเป็นชาร้อนกัน โถ่ถังโถ่ปิ๊ป ใครจะไปรู้ หลังๆ ถ้าอยากกินนมแบบเปิดกล่องกินได้เลย ก็ต้องไปหาแบบพาสเจอไรซ์แทน จึงกินได้โดยไม่ต้องต้มไงครับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นขนมปังสไลด์แบบบ้านเราก็มี ขนมปังที่ผสมผักก็มีครับ เอามากินกับแยมผลไม้ขวดละไม่กี่บาทก็อิ่มได้เหมือนกัน ถ้าอยากกินน้ำส้มก็ซื้อกล่อง 1 ลิตร ประมาณ 40 รูปีกว่าๆ บ้างก็ 60-70 เท่ากับบ้านเราแล้วแต่ยี่ห้อ แต่มียี่ห้อของไทยด้วยนะครับไปขายที่นั่น ซื้อไม่ลงเลยเพราะค่อนข้างแพง ของที่นำเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าจะค่อนข้างแพงถึงแพงมาก อาจจะเป็นเพราะว่าโดนภาษีไปจนจุกก็เป็นได้ และเท่าที่สังเกตมาการตั้งราคาของจะไม่ค่อยมีส่วนลดเท่าไหร่นัก เช่น ถ้าเราซื้อนมกล่องบ้านเรากล่องละ 30 บาท ถ้าซื้อยกแพ็คก็จะได้ส่วนลดใช่มั้ยครับ แต่ที่นี่ถ้าซื้อยกแพ็คก็ได้เหมือนกัน แต่จะลดได้แค่ 1-2 บาทเท่านั้น บางอย่างก็ไม่ลดเลย ถ้าจะให้ดีต้องไปเดินซื้อที่เขาจัดโปรโมชั่น แบบว่าซื้อ 3 กล่องลดเหลือกล่องละ 42 รูปีก็มี ถ้าไม่อยากออกไปเดินหาอาหารทุกมื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำอาหารเองในห้องพักนั้นก็ไม่ยากครับ เพราะที่นี่มีวัตถุดิบเยอะ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร, เส้นก๋วยเตี๋ยว, มักกะโรนี, ผักสด, หอมใหญ่, มะเขือเทศ, กระหล่ำปลี, และก็เครื่องเทศพวกพริกไทย และก็ผงโน่นผงนี่มีเยอะไม่รู้จักสักอย่าง ่านก็เตรียมพวกหม้อเล็ก ๆ หรือกระทะแบบเสียบปลั๊กไปด้วยจะสะดวกมากเวลาทำอาหาร สำหรับอาหารประเภทผักนี้จะทำได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นผัดผัก, ซุปผัก หรือถ้าต้องการเนื้อไก่ก็ไปหาตามซุปเปอร์มาเก็ตได้ จะมีขายเป็นแพ็ค ๆ สะอาดเหมือนบ้านเราครับผักผลไม้ที่นี่ขายไม่แพงและสดอีกด้วย ส่วนมากจะคนอินเดียที่เป็นมังสะวิรัติ (Vegetarian) เยอะ ผักผลไม้ก็เลยสดเป็นพิเศษ อย่างหอมใหญ่ที่นี่ เขาจะมัดเป็นถุง ๆ ลูกเล็กใหญ่คละกันถุงละ 1 กิโลก็ Rs.16 ถ้าเป็นมะเขือเทศก็เหมือนกันราคาถูกหน่อย Rs.6.50 พริกไทยแบบถุง 100G ที่นี่ถุงละ Rs.39 รวม ๆ แล้วก็ดีกว่ากินพิซซ่าทุกมื้อ ได้รสแบบไทย ๆ อีกด้วย แต่เวลาทานทำอาหารไทยกินเองที่อินเดีย อย่าลืมเอาน้ำปลาไปด้วยนะครับ ที่อินเดียเขาใช้เกลือกัน ท่านจะได้ไม่พลาดน้ำปลาพริกไงล่ะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-2507349844160302763?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/2507349844160302763'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/2507349844160302763'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/07.html' title='อินเดีย-07&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ถ้าอยู่ที่นี่อดตายก็อย่าไปอยู่ที่อื่น'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-4831709028777826986</id><published>2007-07-15T16:56:00.002+07:00</published><updated>2007-07-15T16:56:43.711+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-08 : ใครจะไปเมืองแขก จําคาถานี้เอาไว้ "ฉันเป็นนักเรียน...... บ้านฉันอยู่โน่น"</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;I'm a student, I'm staying here. My home is over there.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยคนี้ใช้ได้ดีสำหรับผมเลยครับ ด้วยความที่หน้าตาเหมือนกับคนอินเดียมาก เวลาไปไหนกับพวกรถออโต้เลยมักจะโดนราคาสูงกว่าคนท้องถิ่น บ้างก็ไม่ยอมเปิดมิเตอร์ แต่จะเหมาไปเลย Rs.50 หรือ Rs.40 ก็มี แล้วอย่างผมจะให้เขาหลอกง่าย ๆ ได้อย่างไร อย่างตอนที่กลับมาจากเดินที่ห้างฟอรั่ม พอเดินออกมาจากห้างก็มีพวกคนขับที่จอดรถอยู่แถวนั้นเข้ามาถามว่าจะไปไหน ผมก็ว่าจะไป Brigade ดูผิวเผินนี่ก็รู้ได้ว่าผมคงจะเป็นนักท่องเที่ยว แล้วแถว MG. กับ Brigade นี่ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวช็อปปิ้ง ผมก็บอกให้เปิดมิเตอร์ คนขับก็ทำคอยึกยักแปลว่า OK พอขึ้นไปนั่งปั้บมันหันมาบอกว่าจะพาไปเอาแค่ Rs.50 โอ้โห ขูดเลือดกันซึ่ง ๆ หน้า คิดว่าไม่รู้หรือไง วิ่งจากห้างฟอรั่มไป Brigade มันวิ่งเป็นเส้นตรง ถ้าตามแผนที่และมันก็เป็นอย่างนั้นจนิง ๆ อย่างดีก็น่าจะประมาณ 3-4 กิโล ถ้าเปิดมิเตอร์ก็ไม่น่าจะมากกว่า 20 รูปี เพราะ 2 กิโลเมตรแรกจะคิด 10 รูปี และทุก ๆ 100 เมตรจะคิด .5 รูปี (หรือ 50 เพซา) พอคนขับจะเอา 50 รูปี ผมก็โอเคบ๊ายบาย โดดลงทันที ไม่สนใจ ไปหาคันอื่นก็ได้ พอไปขึ้นอีกคันมันก็บอกว่ามิเตอร์เสีย แถมเอามือจับมิเตอร์หมุนให้ดูเพื่อให้รู้ว่ามันเสีย แต่แกจะเอา 40 รูปี ก็เลยโดดลงอีก โดดขึ้นลงอยู่อย่างนี้สองรอบ เลยไปโบกคันที่กำลังวิ่งผ่านมาบอกให้เปิดมิเตอร์คนขับก็ OK แต่พอไปถึงที่ ๆ ผมพอรู้จักและเดินต่อได้เอง ผมก็ให้มันจอด "OK friend, drop me here" มิเตอร์บอกราคามา 20.5 รูปี แต่คนขับทำคอยึกยักชูมา 3 นิ้ว คือจะขอ 30 รูปี เอาอีกแล้ว ไม่ใช่ว่าใจร้ายหรอกนะ แต่เราก็ต้องประหยัดเหมือนกันนี่ อยากบอกให้เข้าใจว่าประเทศไอไม่ใช้ได้เงินดอล มายคันทรี่โนคอลล่าร์นี่ก็กะไรอยู่ จะจ่ายให้ตามมิเตอร์ก็ไม่เอา ยืนกรานจะเอา 30 ท่าเดียว ก็เลยบอกมันว่า "Hey, I'm not a traveler. I'm a student and staying over there." พร้อมกับชี้นิ้วไปทางถนนที่ผมอยู่เพื่อบอกให้รู้ว่า ผมไม่ใช่นักท่องเที่ยวนะ เป็นนักเรียนและก็อยู่แถวนี้ด้วย ได้ผลครับถ้าไปเจอคนขับที่ฟังอังกฤษออก เจ้าคนขับก็ทำเหมือนว่าจะเอาดีไม่เอาดี เมื่อไม่รับเงินเอง ผมก็เลยวางเงินไว้ที่หน้ารถ 20 รูปีแล้วผมก็หายวับข้ามถนนไปเลย จริง ๆ แล้วอีก .5 ที่เกินมานี่เวลาคิดจะปัดให้เป็น 1 ครับ แต่ผมก็ไม่ได้ให้ไปเพราะว่าไม่มีเหรียญ 1 รูปี มีแต่แบ๊งค์ใบละสิบ เกิดให้ไป 30 คิดว่าคงจะไม่ได้เงินทอนแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอรู้ว่าประโยคนี้ดูน่าจะมีความขลัง ผมก็เริ่มใช้ทุกครั้งที่มีปัญหากับคนขับที่ชอบพาเราออกนอกทางไปปล่อยร้านเครื่องเงิน บางคนก็ขอ 10 รูปี แต่จะปล่อยเราไว้ที่ร้านสินค้าพื้นเมืองก็มี เราต้องรู้ว่าเรามาเพื่ออะไร อย่างผมมาเพื่อที่จะหาความรู้ มาหาตำหรับตำรา มาเขียนหนังสือ มาหาที่เรียนคอร์สระยะสั้นด้านคอมพิวเตอร์ ไม่ได้มาเที่ยวหาซื้อผ้าไหมหรือเครื่องเงิน พอเวลามีใครเดินตามมาบอกว่าจะพาไปเที่ยว Commercial Street มาบรรยายสรรพคุณให้ฟังว่าที่นั่นมีของดี ๆ เยอะ ราคาถูก อย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าตามมาแบบไม่ลดละก็ต้องบอกให้เข้าใจว่า "I'm sorry my friend, here is my home." แค่นี้ก็ได้ผลครับ พี่แขกแกหายวับไปเลย... มนต์นี้ใช้ได้ ใครจะลองเอาไปใช้ดูก็ได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ แต่ต้องทำตัวไม่ให้เหมือนกับนักท่องเที่ยวก่อนนะ ต่ออีกนิดสำหรับการเดินทางด้วยรถออโต้ที่นี่ พอขึ้นบ่อย ๆ ก็เจอเหตุการณ์แปลก ๆ บางคนก็ขับดี สุจริต แต่บางคนเห็นเราหน้าขาว ๆ คาถาก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะคนขับบอกว่าไม่มีเงินทอน เช่น นั่งมา 13 รูปี พอจะจ่ายเงินก็ไม่มีเหรียญ มีแต่แบ๊งค์ใบละ 20 พอขอเงินทอนมา 7 รูปี คนขับก็บอกไม่มีแบบนี้คาถาก็ใช้ไม่ได้ จะไปล้วงหาเศษตังค์ที่ใครก็ไม่ได้แล้วตอนนั้นเลยต้องเสีย 20 รูปีเลย แต่ก็ต้องบอกให้ขับไปส่งให้ใกล้ ๆ กว่านี้จะได้คุ้มกับ 20 รูปีหน่อย หลัง ๆ พอเจอแบบนี้บ่อยเข้าเวลาซื้อขอกับร้านค้าก็ต้องจ่ายด้วยแบ๊งค์เพื่อให้ได้เงินเหรียญเล็ก ๆ มาเยอะ ๆ เพื่อที่จะเอาไปจ่ายให้คนขับที่ชอบไม่มีเงินทอน ไม่เช่นนั้นถ้าเสียเพิ่มทุกวัน ๆ ละ 6-7 รูปี 10 วันก็ 60รูปีเข้าไปแล้วขาดดุลการค้าแน่นอนอีแบบนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-4831709028777826986?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/4831709028777826986'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/4831709028777826986'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/08.html' title='อินเดีย-08&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ใครจะไปเมืองแขก จําคาถานี้เอาไว้ &quot;ฉันเป็นนักเรียน...... บ้านฉันอยู่โน่น&quot;'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-3410418683840048180</id><published>2007-07-15T16:53:00.001+07:00</published><updated>2007-07-15T16:53:43.039+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-09 : ตะลุยร้านหนังสือ</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ตะลุยร้านหนังสือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดหมายของผมในการมาที่นี่คือมาให้ได้ความรู้มากที่สุดเพื่อที่จะนำประสบการณ์ความแตกต่างของอินเดียกับเมืองไทยนี้ไปปรับใช้และพัฒนาสื่อการเรียนการสอนต่อไป โดยเฉพาะสื่อที่เป็นตำราด้านไอที ที่บังกาลอร์นี้มีที่เรียนระยะสั้นเยอะ บ้างก็ 1 ปี 6 เดือนหรือ 3 เดือนก็มีในวิชาด้านไอที ไม่ว่าจะเป็น Programming, Operating System, Autocad ฯลฯ ก็แล้วแต่ ถ้าอยากรู้ก็ต้องหาหนังสือพิมพ์มาเปิด ๆ ดู โทรไปติดต่อถามรายละเอียดเขาก่อน ถ้าสนใจก็ไปหา จ่ายตังค์กันตรงนั้น (พร้อมค่าภาษี 10%) และเขาก็จะให้ใบเสร็จและเราก็เข้าไปเรียนตามที่นัดเอาไว้ ไม่ยากครับ ค่อนข้างเรียบง่าย เขาจะยังใช้ระบบ Manual กันอยู่ คือ จดใส่สมุดเป็นเล่ม ๆ เลย ดูเลขที่แล้วก็อ้างอิงได้ว่าเป็นใคร จะเขียนใบเสร็จทีก็ขยับปากกาเดี๋ยวเดียว เร็วกว่ามาใช้คอมพิวเตอร์อีก เมื่อใคร ๆ ก็เห็นกันว่าบังกาลอร์เป็นเมืองแห่งโปรแกรมเมอร์ การที่จะเป็นอย่างนั้นได้ แสดงว่าที่นี่จะต้องมีทรัพยากรความรู้ที่ดี ว่ามั้ยครับ นั่นล่ะ คือจุดประสงค์ของการเดินทางมาครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะไปหาตำหรับตำราที่ควานหาจากอินเตอร์เน็ตหรือหาจากเมืองไทยไม่ได้ สมุนไพรดี ๆ มักจะอยู่ในป่าลึก หรือถ้าอยากเรียนวิชาดี ๆ จะต้องดั้งด้นเดินทางไปแสวงหา ไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอกครับ เราเรียนรู้กันทั้งชีวิตล่ะครับ ดังนั้น การมาตะลุยครั้งนี้ไม่ผิดหวังเลย ข้อมูลเกี่ยวกับร้านหนังสือในบังกาลอร์มีอยู่พอสมควรบนอินเตอร์เน็ต แต่หลาย ๆ ร้านก็เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ แต่ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก็ยังไม่มากพอที่จะบอกได้ว่าร้านไหนมีหนังสือสไตล์ไหน และจะมีหนังสือที่เราสนใจหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถว ๆ M.G.Road มีร้านหนังสือหลายร้านครับ เช่น Book Paradise, Book Cellar, Higginbothams, Gangarams โดยเฉพาะสองร้านสุดท้ายที่กล่าวไป ทั้งตึกมีแต่หนังสือ มีทุกประเภท ตั้งแต่ Children book, College book, หนังสือด้านคอมพิวเตอร์ และบริหาร (Management) มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี สำหรับภาษาท้องถิ่น Kanada นี่ก็มีครับ แต่จะเป็นบางเรื่อง เช่น นิยาย, นิตยสาร โดยมากมากกว่า 90% เป็นภาษาอังกฤษหมด นอกจากนี้ถนนที่ขนานกับ M.G.Road ก็มีร้านหนังสืออีก 2-3 ร้าน อย่างเช่นที่ Shrungar Shopping Center ก็จะมีร้าน The Bookpoint และ Computer Book Center ที่จะจำหน่ายหนังสือซีรี่ย์ Teach Yourself และหนังสือจาก BPB Publisher ของอินเดีย และนอกจาก Publisher ของอินเดียแล้ว บริษัทหนังสือคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ เช่น Wrox, O Reilly และค่ายหนังสือดัง ๆ จากต่างประเทศก็มาตั้งรกรากกันที่นี่เพื่อทำการพิมพ์ซ้ำ หรือ reprint หนังสือ และจำหน่ายเฉพาะในประเทศแถบนี้ ซึ่งก็จะมีประเทศอินเดีย, ศรีลังกา, บังคลาเทศ, เนปาล, นอกจากนี้ก็ยังกระจายไปยังโมรอคโค, ลิเบีย และอาจจะไปถึงแอฟริกาใต้ เขาจะไม่จำหน่ายไปประเทศในแถบอื่น คิดดูง่าย ๆ ก็ได้ครับว่าประเทศแถบนี้มีประชากรกันน้อย ๆ ซะเมื่อไหร่ ดังนั้นการมา reprint หนังสือเพื่อจำหน่ายให้กับคนกลุ่มแถบนี้ก็กอบโกยกำไรได้หลายเหมือนกันนะครับ ที่เขาทำได้ก็เพราะว่าจำนวนผู้รู้ภาษาอังกฤษและจำนวนผู้ที่ศึกษาด้านคอมพิวเตอร์นั้นมีปริมาณมาก เอาแค่ reprint และจำหน่ายแค่อินเดียผมก็ว่าน่าจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำกันแล้ว เพราะนักเรียนนักศึกษาที่เรียนอยู่ตาม University หรือเรียนใน College ต่าง ๆ ในหลักสูตรคอมพิวเตอร์ นอกจากจะมีตำราให้เลือกมากมายแล้ว ยังราคาถูกอีก เล่มหนา ๆ ที่ขายในบ้านเราเป็นพัน ๆ ไปอยู่ที่โน่นเหลือเล่มละ 200 หรือ 500 ก็มี อาจจะเป็นเพราะค่าครองชีพที่นี่ไม่สูง และค่าจัดพิมพ์ถูกกว่าบ้านเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเรื่องของคุณภาพกระดาษนั้นก็บอกได้ว่าไม่ดีเท่าของจริง แต่จริง ๆ แล้วจากที่เปิดดูมาหลายเล่ม คุณภาพการพิมพ์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากต้นฉบับ คือ ได้เนื้อหาเท่ากัน แต่ต่างกันที่กระดาษ ท่านต้องการเนื้อหาหรือต้องการคุณภาพกระดาษล่ะ บางเล่มหยิบปกขึ้นมาเปิดดูข้างในแล้วยังดูไม่ออกเลยว่าเป็นการ reprint ดังนั้น การ reprint นี่ไม่ใช่เอาหนังสือมา Xerox ขายนะครับ มันเหมือนกับการเอาไฟล์หนังสือที่เป็น PageMaker มาทำเพลตและตีพิมพ์ใหม่ที่นี่และใช้กระดาษที่นี่นั่นเอง สาระที่สำคัญอยู่ที่เนื้อหาข้างในครับ มันทำให้เขาไปได้ไกลกว่าเราหลายเท่า ในขณะที่หนังสือคอมพิวเตอร์เมืองไทยราคาเล่มละ 300-500 แต่ที่อินเดียเล่มละประมาณ 150-600 แต่เป็น Text Book คอมพิวเตอร์ในระดับแนวหน้าเลย ท่านก็คิดดูแล้วกันว่าจะไม่ให้เขาไปไกลกว่าเราได้อย่างไร ด้วยเหตุผลข้อเดียวครับ ประชากรของเขาอ่านภาษาอังกฤษแล้วเข้าใจ จึงสามารถอ่านตำราพวกนี้ได้ กลุ่มเป้าหมายของตลาดเลยมีเยอะพอที่จะมา reprint หนังสือไงครับ ถัดจากถนน M.G. เดินตามถนน Brigade มาเรื่อย ๆ จนถึง Resiency Road (FM Cariappa Road) เลี่ยวซ้ายมาก็จะเจอ Crossword ซึ่งจะแปลกกว่าที่อื่น เพราะจะมีแอร์และเก้าอี้ให้นั่งด้วย สำหรับผมแล้วเวลาอยากได้หนังสือแต่ไม่อยากเสียตังค์ซื้อ ก็จะใช้เวลาครึ่งวันที่เหลือไปนั่งแช่แอร์อยู่ที่นี่ล่ะครับ เดินหยิบหาอ่านวันละเล่มสองเล่ม ตกเย็นก็เดินกลับบ้านตังค์อยู่ครบแต่ได้ความรู้กลับมาเพียบ จะว่าไปแล้วการตกแต่งร้านของ Crossword นี้สว่างและเจิดจรัสกว่าร้านอื่น ๆ หรือถ้าไปเดินช็อปปิ้งที่ Kolamangala ไปเดินห้างฟอรั่มก็จะมีร้านหนังสือขนาดใหญ่ชื่อว่า Landmark ที่นี่มีหนังสือทุกประเภท อยากได้เล่มไหนไปเลือกเอาได้ นอกจากนี้ยังมีบันไดเชื่อมต่อไปยังชั้นบน ซึ่งจะเป็นที่จ่ายตังค์ และขายพวก CDROM เพลงและภาพยนต์ และถ้าจะไปเดินเที่ยวแถว ๆ Ghandi Nagar ก็มีมีร้านหนังสืออีก 4-5 ร้าน เช่นSapna Book House หรือ USB.Publisher และก็ร้านหนังสือ Law Book อีกหลายร้าน เอาเป็นว่า เดินไปช็อปปิ้งที่ไหนก็จะต้องมีหนังสือให้หยิบอ่านที่นั่นล่ะ ถ้าให้พูดถึงร้านหนังสือก็คงจะพูดไม่หมด ยกตัวอย่างหนังสือคอมพิวเตอร์ให้ดูกันสักนิดดีกว่า ว่าราคาหนังสือนั้นมันเท่าไหร่กันบ้างเมื่อเทียบกับราคาที่นำเข้ามาขายในเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    * 1. หนังสือ CCNP, CCDA, CCNA, CCSP (Cisco Secure VPN) ของ Cisco ราคาอยู่ที่ Rs. 499&lt;br /&gt;    * 2. CISCO Cookbook, 918 pages. Rs.700&lt;br /&gt;    * 3. Designing Embedded Hardware. 324 pages. Rs.250&lt;br /&gt;    * 4. Developing Bio-informatics Computer Skills, 504 pages. Rs.225&lt;br /&gt;    * 5. MCSE (MS Certified System Engineering) Rs.159&lt;br /&gt;    * 6. MCSE 4 in 1 Study System. Rs. 799&lt;br /&gt;    * 7. Java Head First (O'Reilly) Rs.450.&lt;br /&gt;    * 8. Enterprse JavaBeans (Covers EJB 2.1&amp;EJB 2.0) 4th Editionm 798 pages. Rs.500&lt;br /&gt;    * 9. Programming in C#. Rs.175.&lt;br /&gt;    * 10. Data Structure Principles and Funamentals. Rs. 159.&lt;br /&gt;    * 11. C# Tips and Techniques. Rs.374&lt;br /&gt;    * 12. Java Networking (Wrox) Rs.559.&lt;br /&gt;    * 13. Compiler by C. Rs.399&lt;br /&gt;    * 14. Java Servlet Programming. 2ndEd. 786 pages. Rs.500&lt;br /&gt;    * 15. ASP.NET (Wrox) Rs.590.&lt;br /&gt;    * 16. Pratical VoIP Using VOCAL. Rs.450&lt;br /&gt;    * 17. Oracle Applications Server 10g Essentials, 292 pages. Rs.275.&lt;br /&gt;    * 18. Virtual Private Network, 2ndEd. 288 pages. Rs.150&lt;br /&gt;    * 19. Programming Flash Communication Server, 824 pages. Rs.500&lt;br /&gt;    * 20. Linux Desktop Hacks, 384 pages. Rs.350&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครที่เป็นคอหนังสือคงจะน้ำลายหกแล้วล่ะสิครับ สำหรับผมคอแห้งจนเหือดหมดแล้ว ยิ่งที่นี่หนังสือ .NET และภาษา C/C++/Java เยอะมาก หนังสือคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไปเช่น Office/Word/XP ก็มี แต่ที่เมืองไทยผมว่าดีกว่าครับ เพราะสไตล์การใช้งานของคนไทยจะเป็นที่รู้กันดีว่าจะใช้งานเอกสารประเภทไหน ใช้ทำอะไร อย่างหนังสือสอน C/C#/Java หรือด้าน Networking/Linux ที่นี่ก็มีเยอะ แต่ต้องขอบอกว่าซื้อหนังสือคนไทยดีกว่าครับเพราะอธิบายเป็นภาษาไทย ยกเว้นต้องการเทคนิคบางอย่างที่ไม่มีบอกเป็นภาษาไทย นี่ล่ะถึงน่าซื้อมาเก็บไว้ และจากการที่ผู้เขียนเองอยู่ในวงการหนังสือมา พอได้มาเปรียบเทียบแล้วก็พบว่าหนังสือของไทยเขียนได้ละเอียดไม่แพ้กันเลยครับ บางเล่มของไทยเราอธิบายได้ดีกว่าด้วยซ้ำไป แต่ที่น่าซื้อก็เห็นจะเป็นหนังสือชั้นสูงที่เจาะเฉพาะทาง เช่น Mobile Networking, การเขียน Java บนมือถือ หรือ Embed System ก็มี สำหรับหนังสือด้าน Computer Science มีให้เห็นทั่วไปครับไม่ว่าจะเป็น Neural Network, AI, ANN (Artificial Neural Network), Digital Signal Processing, Image Processing และ Data Structure มีทั้งแบบที่เขียนโดยคนอินเดียและแบบ reprint ก็มีให้เลือกหลายเล่มและน่าซื้อมาก รายละเอียดของประเภทหนังสือนี้คงจะพูดได้ไม่หมด ขอยกมาพูดต่อในบทต่อ ๆ ไปก็แล้วกัน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และนอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช้ด้านคอมพิวเตอร์เช่น English Speaking/ Book of English Conversation หรือ Dictionary ที่นี่จะถูกมาก หนังสือ English Grammar ดี ๆ เขียนโดยคนอินเดียราคาเล่มละ Rs.100 หนังสืออ่านเล่นอย่างพ่อมดน้อยแฮรี่ก็มีให้หยิบอ่านกันเล่มละ Rs.280 ถ้าซื้อแบบใหม่แกะกล่องนะครับ แต่ถ้าไม่ต้องการซื้อหนังสือมือหนึ่ง หนังสือมือสองก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี แต่สำหรับหนังสือคอมพิวเตอร์มือสองนั้นหาไม่ง่ายเท่าไหร่นัก เพราะแค่มือหนึ่งนี่ก็ราคาถูกอยู่แล้ว คงไม่ต้องถึงกับหาแบบมือสอง ร้านหนังสือมือสองหรือ Used Books Shop นั้นจะมีให้เห็นทั่วไปในบังกาลอร์ เดินไปตามถนนบางทีเจอวางขายติด ๆ กัน บ้างก็เป็นร้าน บ้างก็แค่วางบนเสื่อ โดยมากจะเป็นหนังสือนิยายและหนังสืออ่านทั่ว ๆ ไปเช่น Big Fish, I took your cheese หรือหนังสือนิยายของ Steven King, James Patterson, Robin Cook, Dan Brown จะเยอะมาก ๆ และที่สำคัญราคาถูกกว่าหนังสือใหม่ครึ่งต่อครึ่งเลย เช่น หนังสือของ Robin Cook เรื่อง ABDUCTION ถ้าไปซื้อตามร้านจะอยู่ที่ 320 รูปี แต่ถ้าซื้อจากร้านมือสองก็แค่ 80-95 บาท สภาพยังดี ๆ อยู่เลย บางเล่มอย่าง Jurassic Park ภาคหนึ่งแค่ 70 บาทเองเพราะเป็นหนังสือเก่า พ่อมดน้อยแฮรี่ ราคาเล่มละไม่เกิน 100 รูปี และหนังสือบางเล่มพอมา reprint ในอินเดีย ราคาก็ยิ่งถูกลงไปอีก คนอินเดียนี่ชอบอ่านหนังสือกันครับ แต่ถ้าหนังสือเก่า ๆ บางร้านเขาก็จะเขียนเอาไว้ว่า "PICK ANY RS.20" คือ ทุกเล่ม 20 รูปี หรือบางเล่มก็ 10 รูปีก็มีแล้วแต่ความหนาของหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการชำระเงินเวลาซื้อของนั้น ถ้าเป็นตามร้านหนังสือใหญ่ ๆ สามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิตหรือเดบิตได้ด้วย อย่างบัตรเครคิตธนาคารกรุงศรีอยุธยาหรือกสิกรไทยที่มีโลโก้ VISA หรือบัตรเดบิตที่มีโลโก้ Visa Electron ก็จะช่วยทำให้ไม่ต้องพกเงินสดติดตัวมาก หลาย ๆ ร้านไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือหรือร้านขาย CD เพลงจะรับจ่ายด้วยบัตรพวกนี้ได้หมด สังเกตป้ายหน้าร้านหรือสอบถามเขาก็ได้ครับ แต่ขั้นต่ำของการจ่ายด้วยบัตรเครดิตรู้สึกว่าจะเป็น Rs.250 ครับ ซึ่งก็อาจจะแล้วแต่บางที่ก็ได้ อันนี้ก็ต้องไปสอบถามที่ร้านก็แล้วกัน และถ้าหากเที่ยวจนเงินหมด ก็ไม่เป็นไรนะครับ บอกทางบ้านให้โอนเงินเข้าบัญชีที่มี Visa Electron อยู่ และไปกดเงินที่ตู้ ATM ที่มีโลโก้นี้ได้เลย อย่างผมไปกดเงินมา 3000 รูปี พอหักจากบัญชีจริง ๆ ที่เป็นเงินบาทก็แค่ 2,800 บาท เพราะเงินของเราแข็งกว่านิดหน่อย ดังนั้น ถ้าเลือกไปตอนเงินบาทแข็งกว่าเงินรูปี ก็จะดีไม่น้อยเลยครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-3410418683840048180?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3410418683840048180'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3410418683840048180'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/09.html' title='อินเดีย-09&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ตะลุยร้านหนังสือ'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-5959514824771366327</id><published>2007-07-15T16:51:00.001+07:00</published><updated>2007-07-15T16:51:18.273+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-10 : ขอโทรกลับเมืองไทยสักหน่อยน่า</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ขอโทรกลับเมืองไทยสักหน่อยน่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การโทรกลับเมืองไทยหรือโทรไปหาใครในอินเดียไม่ยากครับ โดยมากจะมีร้านที่เขียนว่า STD/ISD เป็นระยะ ๆ บางร้านก็หลบตามซอกหาได้ไม่ยากครับ จะมีป้ายชูสลอนขึ้นมา เจอป้ายแบบนี้ที่ไหนก็เข้าไปยกหูโทรได้เลย ถ้าโทรกลับเมืองไทยก็จะกดหมายเลข 00 ตามด้วยรหัสประเทศไทยคือ 66 และก็ตามด้วยเบอร์โทรศัพท์ที่เราใช้กันในเมืองไทยได้เลย เช่น จะโทรหาเบอร์ 02-4119922 ก็จะกด 0066024119922 หรือถ้าจะโทรเข้ามือถือก็ต่อด้วยเลขมือถือได้เลย เช่นเบอร์ 09-1234455 ก็จะกด 006691234455 สำหรับค่าโทรก็ไม่แพงครับ ผมไม่เคยถามว่าอัตราค่าโทรกลับเมืองไทยนั้นเท่าไหร่ จะเท่าที่หารออกมาทุก ๆ ครั้งก็จะได้ประมาณ 14-15 บาทต่อนาที แต่ผมโทรเข้าจังหวัดนครปฐมนะครับ (034) ไม่ได้โทรเข้ากรุงเทพ (02) ในแต่ละตู้จะมีหน้าปัทม์ตัวเลขดิจิตอลบอกเลยว่าผ่านไปกี่วินาทีแล้วและเป็นเงินเท่าไหร่ เราคุย ๆ ไปมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาครับ เราดูตัวเลขก็กะประมาณได้ว่าถ้าถึง 50 รูปีเมื่อไหร่แล้วค่อยเลิกคุยก็ได้ ดังนั้น เวลาคุยก็จะต้องเหลือบดูตัวเลขเป็นระยะ ๆ ว่าจะถึง 50 รูปีหรือยังจะได้ล่ำลากันก่อนวางสาย การโทรทางไกลจะค่อนข้างหน่วงครับ ประมาณ 1 วินาทีหรือน้อยกว่านั้น พอโทรเสร็จแล้วก็ดูว่าหน้าปัทม์บอกกี่รูปีและก็ไปจ่ายเงิน ทางร้านเขาก็จะมีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จเล็ก ๆ ออกมา ก็ขอเขาดูก่อนนะครับว่าเบอร์นี้เป็นของเราหรือเปล่า ตัวเลขด้านล่างสุดจะบอกนาทีที่เราโทรไปและค่าโทร อย่างถ้าใช้เวลา 4.51 นาที ก็จะประมาณ 62.91 หรือ 63 รูปีนั่นเอง นอกจากการใช้ตู้ STD/ISD แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะใช้โทรศัพท์มือถือก็ได้ ท่านสามารถเอาโทรศัพท์จากเมืองไทยไปใช้ได้โดยไปใส่ซิมการ์ดที่นั่น โทรศัพท์แบบเติมเงิน (Prepaid) ที่อินเดียมีหลายยี่ห้อเหมือนในบ้างเรา เช่น AirTel, Hutch หรือ Spice แต่ Hutch น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของผมตอนนั้น ผมเอาเครื่องเก่าที่เป็น Nokia ไปด้วย ไปซื้อซิมก็ราคา 99 บาท เวลาซื้อเราจะต้องเอาสำเนา Passport หน้าที่มีรูปกับหน้าที่มี VISA พร้อมรูปถ่าย 1 ใบไปด้วยเพราะจะใช้ในการสมัคร เวลาซื้อซิมมาจะมีใบสมัคร เราก็นั่งกรอกที่ร้านและส่งให้คนขายเขาได้เลย โดยในแบบฟอร์มจะถามชื่อ, ที่อยู่, วันเดือนปีเกิด, ที่อยู่ในอินเดียและที่อยู่ถาวร (ก็คือที่อยู่เมืองไทย) ฯลฯ จากนั้นติดรูปและก็ลงลายเซ็นรับรองที่สำเนา Passport กับที่รูป ทางร้านก็จะส่งไปให้ศูนย์ทำการ Activate แต่ก่อนจะใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็เปิดใช้ได้เลย แต่ปัจจุบันใช้เวลา 2 วัน พอ Activate เรียบร้อยแล้วก็ซื้อบัตรเติมเงินมากดเติมและโทรได้เลย ค่าบัตรเติมเงินที่นี่ค่อนข้างโหดเพราะเจอภาษีเข้าไป อย่างผมซื้อมา 400 รูปี ไม่รู้ว่าไปหักค่าอะไรอีกมากมาย โทรได้แค่ 263 รูปีครับ และใช้ได้แค่ 30 วันเอง พอหมด 30 วันก็ต้องเติมเงินใหม่ ไม่มีการเอาเวลามาแลกเป็นค่าโทรเหมือนในเมืองไทย สำหรับค่าโทรก็พอ ๆ กับบ้านเราครับ นาทีละ 3 บาทเมื่อโทรเข้าโทรศัพท์บ้านแต่ถ้าโทรเข้า Hutch ด้วยกันนาทีละ 1.5 รูปี หรือถ้าจะใช้มือถือโทรกลับเมืองไทยก็เหมือนกันครับ นาทีละ 15 บาทเช่นกัน สำหรับเบอร์โทรของ Hutch ที่ได้มาก็คือ 9886581448 ครับ เวลาโทรไปจกใครต่อใครในอินเดียก็จะกดเบอร์มือถือได้เลยโดยตรง และก็อย่างที่คุยไว้ครับ อินเดียนี่อะไรที่ไม่แน่นอนจริง ๆ และผมเองก็โดนทุกที คือ ซื้อซิมการ์ดมาใช้เขาบอกว่า 2 วันจะ Activate ให้และเติมเงินได้เลย ผ่านไป 2 แล้ว ยังใช้ไม่ได้ สัญญาณไม่มีเลยสักขีด ก็เลยไปหาคนขายที่ร้านซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ที่พัก คนขายก็โทรไปหาทางศูนย์ ตะโกนลั่นร้านเลย ดูก็รู้ว่ามันด่ากันอยู่ และก็บอกผมว่าคนเอาไปส่งทำหลักฐานของผมหาย ทั้งใบสมัครและสำเนา Passport เลยขอใหม่อีกชุดหนึ่งเขารับรองว่าจะเปิดให้ภายใน 5 นาที ก็เลยต้องเดินกลับไปเอาสำเนามาให้อีกชุดหนึ่ง 5 นาทีใช้ได้เลยครับ คนอินเดียนี่รับผิดชอบงานดี อ้อ... อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การถ่ายเอกสาร ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ถ่ายเอกสารจนต้องถ่ายไปเยอะ ๆ นะครับ ให้มองหาป้ายที่เขียนว่า XEROX ตัวใหญ่ ๆ นั่นล่ะครับ ดูภายนอกแทบจะไม่รู้ว่ามีเครื่องถ่ายเอกสารเลย ค่าถ่ายแผ่นละ Rs.1 ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-5959514824771366327?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5959514824771366327'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/5959514824771366327'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/10.html' title='อินเดีย-10&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ขอโทรกลับเมืองไทยสักหน่อยน่า'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-3938327470409663423</id><published>2007-07-15T16:46:00.001+07:00</published><updated>2007-07-15T16:46:33.903+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-11 : วันวัมวันโกล</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;วันวัมวันโกล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาอังกฤษแบบแขกน่ารักไปอีกแบบ ฟังบ่อย ๆ ก็จะรู้ว่าเขาพูดอะไร พอชินแล้วก็จะเข้าใจได้เอง แต่ถ้าไปเข้าเรียนใน English School ภาษาอังกฤษนี้จะสำเนียงดีมาก แต่สำหรับคนทั่วไปนั้นโดยมากก็สามารถสนทนาภาษาอังกฤษกับเราได้ แต่ก็ไม่ทุกคนครับ อย่างคนขายร้านของชำข้าง ๆ บ้านพักเขาก็พูดได้ปร๋อเลย วันแรกที่ไปถึงบังกาลอร์ไปเดินหาซื้อน้ำขวดที่ร้านนี้ล่ะ ขวดละ 12 บาท บอกคนขายว่าจะเอา 2 ขวด เขาก็พูดออกมาว่า "วันวัมวันโกล" แค่นั้นแหละ ผมก็ยืนมึนพยายามคิดอยู่ว่าเขากำลังพูดอะไร เพราะเขาชูขวดน้ำขึ้นมาให้เราดู และเอานิ้วชี้ที่ขวดพร้อมกับพูดประโยคนี้ออกมา คำว่า "วัม" กับ "โกล" นี้พูดเสียงสั้น ๆ ก็เลยบอกให้พูดใหม่ เขาก็พูดคำเดิม พอคุยกันไม่รู้เรื่องก็เลยต้องพูดแกมๆ หัวเราะว่า "งั้นโชว์ให้ดูหน่อยซิ" (Ok please show me) ในตอนนั้นคิดว่าประโยคนี้น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วล่ะ เจ้าของร้านที่ผมไปซื้อเป็นประจำคนนี้ยังหนุ่มอยู่เลยครับ มีหนวดเครา หน้าเนียนๆ ตัวท้วมนิดๆ ใส่เสื้อเชิ้ตสีสวยเชียว แกก็ยิ้ม ๆ เดินผ่านหน้าตู้ไอศกรีมเพื่อที่จะไปหยิบอะไรบางอย่างมาให้ผม ฝาตู้ไอศกรีมเจ้ากรรมดันไปจิกชายเสื้อสวย ๆ ของแกนี่ละ เสียงดังแควก!! ขาดเป็นรอยฟันปลาเลย ดูท่าแกเซ็งมาก แต่แกก็ยังเดินไปต่อเพื่อไปหยิบน้ำมาให้ผมอีกขวด แค่นั้นล่ะจึงได้เข้าใจ เขาพูดว่า "วัน-วอม-วัน-โคล-ด" (One warm one cold) คือ อันหนึ่งเอาเย็น ๆ กับอีกอันไม่เย็นนะ แหม ที่นี่บริการดีจริง ๆ แถมเสื้อขาดไปอีกหนึ่งตัว พอจ่ายตังค์ให้ดันจ่ายเกินอีก ตอนนั้นยังมองแบ็งค์ไม่ออก มันดึกแล้วด้วย และแบ๊งค์ 20 กับ 10 รูปีนี่ก็คล้าย ๆ กันอีก จะต้องดูที่ตัวเลข ผมดันจ่ายเกินไป 10 รูปี แกก็เรียกเรากลับมาและส่งตังค์คืนมาให้เรา เอ้อ...แบบนี้คบได้ น่ารัก เป็นลูกค้ากันอีกนานเลย เวลาจะโทรศัพท์กลับเมืองไทยก็จะมาโทรที่นี่ล่ะ สะดวกดี เห็นหน้ากันบ่อย ๆ พอจะกลับก็เลยขอถ่ายรูปด้วยกันบอกว่าจะเอาให้ลงหนังสือแกก็ชอบใจใหญ่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-3938327470409663423?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3938327470409663423'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/3938327470409663423'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/11.html' title='อินเดีย-11&amp;nbsp;:&amp;nbsp;วันวัมวันโกล'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-4283936080716529137</id><published>2007-07-15T16:43:00.001+07:00</published><updated>2007-07-15T16:43:47.158+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-12 : ทำไมแขกชอบทำคอยึกยัก</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ทำไมแขกชอบทำคอยึกยัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ถ้าได้พบปะพูดคุยกับแขก พวกเขาจะมีอากับกิริยาเหมือน ๆ กันคือ ชอบคำคอยึกยัก ผมพยายามหาคำที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมมาที่สุด คำว่า "ยึกยัก" กับ "ด็อกแด็ก" น่าจะใช้อธิบายได้ดีกว่า มันเป็นอย่างนี้ครับ... เวลาที่เขาตอบรับ, เข้าใจ หรือเวลาพอใจ เขาจะทำคอยึกยักใส่เรา ยกตัวอย่างเช่นตอนต่อราคาออโต้ ถ้าเขาโอเคกับเราว่าเอาราคานี้เขาก็จะยึกยักเพื่อตอบรับว่า "โอเคนะ" ดู ๆ ไปแล้วเราจะเข้าใจว่าเขาส่ายหน้า แต่มันไม่เหมือนส่ายหน้าเพราะส่ายหน้าจะต้องหันคอไปมาซ้ายขวา แต่นี่เป็นการโยกหัวไปซ้ายทีขวาที แต่อย่างไรก็ตาม มันจะขัด ๆ กับความรู้สึก แต่ถ้าอยู่ไปสักพัก ใครที่รับได้เก่ง ๆ ก็อาจจะติดพฤติกรรมนี้ไปเลยก็ได้ อย่างตอนที่ไปเที่ยวชมสังเวลานียสถาน ก็จะเจอเด็ก ๆ เยอะ แถวนั้น ผมก็เอาลูกอมยื่นไปให้ ถามว่ากินมั้ย เด็กก็ตอบกลับมาโดยทำคอยึกยักแบบนี้ล่ะ เลยเข้าไปใจไปว่าเขาไม่เอา.. เลยเอากลับเดินต่อเลย พอมารู้ที่หลังว่าการทำแบบนั้นก็คือการตอบรับว่า "ใช่" นั่นเอง หรืออย่างในกรณีที่เราไปซื้อของ พอยื่นตังค์ทอนกลับมาให้ เราก็ชวนคุยบอกว่าเนี่ย.. ก่อนกลับจะมาซื้ออีกนะ เขาก็ทำคอยึกยักและก็ยิ้ม กรณีนี้ล่ะครับที่เขาจะทำคอยึกยักกัน สำหรับการส่ายหน้าและการพยักหน้าของแขกนี่ก็มีนะครับ เช่น ถ้าไม่เอาก็ส่ายหน้า หรือถ้าพยักหน้าในเชิงรู้กันแบบนี้ก็มีให้เห็นบ่อยไป ดังนั้น เพิ่มการทำคอยึกยักเข้าไปด้วยอีกอย่างหนึ่ง เวลาคุยกับแขกนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-4283936080716529137?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/4283936080716529137'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/4283936080716529137'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/12.html' title='อินเดีย-12&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ทำไมแขกชอบทำคอยึกยัก'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-7143575515538462919</id><published>2007-07-15T16:40:00.004+07:00</published><updated>2007-07-15T16:40:59.076+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-13 : เรียน English ที่นี่เป็นอย่างไร</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เรียน English ที่นี่เป็นอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;"How about learning English in Bangalore"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมาอยู่ที่นี่ การหาที่เรียนคอมพิวเตอร์กับการเรียนภาษาอังกฤษที่อินเดียนี้ก็เป็นการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากเลยทีเดียว มีหลายสถาบันที่เปิดสอนในราคาที่ไม่แพง บางที่ก็ราคาถูกเดือนละไม่ถึงพันแต่อาจจะไม่มีมาตรฐาน สามารถหาได้จากหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่มาลงโฆษณาครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรงเรียนที่ผมไปเรียนนี้ก็คือ London School of Speech อยู่แถว ๆ ทะเลสาบ Ulsoor โรงเรียนนี้เปิดมานานหลายสิบปีแล้ว มีหลายสาขาด้วยกันในบังกาลอร์ ค่าเรียนที่นี่ถือว่าแพงกว่าหลาย ๆ ที่ในบังกาลอร์ด้วยกัน อันนี้เป็นมุมมองของคนอินเดียเองที่เขาบอกมา แต่มีคนมาเรียนเยอะ บ้างก็ไปที่อื่นแล้วก็กลับมาเรียนที่นี่เหมือนเดิมก็มี เพราะมีมาตรฐานมากกว่า อาจารย์ผู้สอนจะจบมาทางด้านภาษาโดยตรง สำเนียงดีเลยล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปแบบการเรียนที่นี่มีทั้งเรียนเป็นกลุ่ม (GP : Group class) และก็แบบเรียนเดี่ยว (ID : Individual class) เรียนกันสัปดาห์ละ 6 วัน คือ วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ผู้เรียนที่จะเรียนเดี่ยวจะต้องมาตกลงเวลากับเจ้าหน้าที่ว่าอาจารย์ท่านใดว่างช่วงไหน ถ้าว่างตรงกันก็มาเรียนในช่วงนั้นได้ ที่นี่จะมีอาจารย์สอนแบบเดี่ยวหลายท่าน และมีห้องเรียนแบบกลุ่ม 1 ห้อง มีอาจารย์ประจำอยู่หนึ่งคน การนับเวลาเรียนจะนับเป็นคลาส เดือนหนึ่งจะเรียนได้ทั้งหมด 25 ครั้ง (หรือ 25 คลาส) ค่าเรียนแบบกลุ่มจะอยู่ที่เดือนละ Rs.750 เรียนวันละหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เป็นการเรียนสนทนาและเรียนพวกศัพท์ต่าง ๆ สำหรับการเรียนเดี่ยว จะนับเป็นคลาสเหมือนกัน คลาสละหนึ่งชั่วโมง จะเรียนสองคลาสในวันเดียวกันก็ได้ไม่ว่ากัน อาจารย์ผู้สอนเขาไม่ว่าอยู่แล้ว ค่าเรียนก็จะแพงไปตามระเบียบขึ้นอยู่กับระดับที่เรียน ก็ประมาณ Rs. 1,750 แต่ตอนนี้ราคาอาจจะมีการปรับขึ้นนะครับ ตอนที่ผมมานี้ก็ปรับราคาขึ้นไปอีก 250 (แต่เงินเดือนผู้สอนยังเท่าเดิม) และก็ยืดเวลาการจบออกไป คือ จะต้องเรียนกลุ่มให้ได้ 50 คลาส และเรียนเดี่ยวให้ได้ 100 คลาส จึงจะได้ประกาศนียบัตรกลับบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้แล้ว เรายังเลือกได้อีกว่าจะให้สอนเฉพาะด้าน เช่น ด้านการเขียนรายงาน (Report Writing), Business Communication หรือ TOEFL, IELTS หรือจะเจาะจงเรื่องไหนเป็นพิเศษก็คุยกับอาจารย์ผู้สอนได้โดยตรงเลยก็ได้ อย่างบางคนก็เห็นเอาหนังสือ TOEFL ให้ทำกับอาจารย์ก็มี เรื่องการเรียนแบบตัวต่อตัวนี้จะมาเล่าให้ฟังอีกครับ คนไทยที่มาเรียนที่นี่ก็นับได้ว่าไม่มากนัก อย่างเดือน ๆ หนึ่งที่ผมนับได้ก็ประมาณสิบคน และต่างคนก็เรียนเดี่ยวคนละรอบ ดังนั้น จึงได้ผลค่อนข้างดีเลยทีเดียวอาจารย์ก็บอกมาว่าโดยมากคนไทยจะมีปัญหาในเรื่องของ Pronunciation คือลิ้นแข็ง ก็มาปรับที่นี่กันเยอะ หลาย ๆ คนก็มาเรียนภาษาอย่างเดียว บางคนเรียนที่เดลลี แต่ลงมาเรียนที่นี่ตอนปิดเทอมก็มี ผมได้คุยกับคนไทยบางคนที่มาเรียนที่นี่ ไม่ได้เรียนเดียวกันกับผมนะครับ เขาบอกว่าอยากได้การเขียนมากกว่า เพราะเราเรียน Grammar มาจากเมืองไทยพอสมควรแล้ว ที่ๆ เขาเรียนอยู่สอนแต่แกรมม่า ไม่มี Writing เลย ผมก็บอกว่าให้ลองมาคุยกับอาจารย์ที่นี่ดู เรียนเดี่ยวสัก 3 เดือน 6 เดือน ขอ Writing อย่างเดียวก็น่าจะให้ผลดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมาเรียนครั้งนี้ผมโชคดีที่ได้คลาสเรียนเดี่ยวกับ อ.สุชิลา อารูมูกัม (Shushila Arumugham) ต้องไปเรียนที่บ้านของแก เพราะปีนี้แกบอกทางโรงเรียนว่าขอพัก แต่โรงเรียนก็ส่ง นร. มาเรียนกับแกเรื่อย ๆ ดีหน่อยที่บ้านอาจารย์อยู่ใกล้กับโรงเรียน เดินไป 300 ม. ก็ถึงแล้ว อาจารย์ท่านเกิดที่มุมไบ แต่มาอยู่ที่นี่เนื่องมาจากค่าครองชีพที่มุมไบสูงขึ้น และแกก็อยากอยู่ในเมืองที่มีสภาพอากาศดี ๆ เพราะอายุมากแล้ว แต่หลัง ๆ แกบอกว่าบังกาลอร์นี่ก็เริ่มที่จะค่าครองชีพสูงขึ้นแล้วเหมือนกัน การจราจรเริ่มเหมือนกับมุมไบเข้าไปทุกวันแล้ว แต่ถึงแกจะอายุมาก แต่ก็พูดเจื้อยแจ้วเลยนะครับ เอาง่าย ๆ แกพูดทั้งชั่วโมงเลยก็ว่าได้ ช่วงแรก ๆ แกจะให้เราฝึกเขียนและพูด เพราะแกจะดูการใช้ภาษาและดูแกรมม่า พอได้สักพักแกก็ถามว่าอยากเจาะด้านไหน ผมก็บอกว่าอยากได้ด้านการเขียนมากกว่า ตั้งแต่วันนั้นมา แกจะทบทวน Grammar ให้ทุกวัน อะไรที่เราไม่แน่ใจในเวลาในงานจริง ๆ ก็จะเอาไปถามแก และทุกวัน แกก็จะให้การบ้านเป็น Essay มา เช่น TV &amp; Reading, Pollution พอไปได้สักพักก็เริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น Do clothes make a man?, How to make a soup, An important day in my life, Pocket Money แกก็จะตรวจคำผิด เติม adject, adverb ให้ตามความเหมาะสม พอเริ่มหมดมุข แกก็จะให้เราพูดแทน เช่น เล่าเรื่องขำขันให้แกฟังวันละ 1 เรื่อง แค่นั่นล่ะ เราก็ต้องเดินหาหนังสือขำขันมือสอง หรือไม่ก็เอาตลกไทย ๆ ไปเล่าให้แกฟัง พอเล่าไม่ถูกก็เขียนลงสมุด แบบนี้ แบบนี้ แกจะช่วยเช็คคำผิดและการใช้ศัพท์ของเราให้ บ้างก็จะเรียนและถกปัญหาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น ปัญหาเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษของคนอินเดีย, ปัญหาการว่างงาน ฯลฯ แกจะถามถึงเมืองไทยและก็เปรียบเทียบกับอินเดียให้ฟังนับว่าได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และก็การที่ผมเขียน Essay นี่ล่ะครับ ดันไปเข้าหูอาจารย์ใหญ่ว่าผมเรียน Writing แกก็เลยบอกว่าผมเป็น Advanced Student ไม่ได้มาเรียนในระดับ Basic พอตอนทำเรื่องของใบประกาศ แกก็บอกให้ผมจ่ายเพิ่มย้อนหลัง 3 เดือนที่ผ่านมาก่อน ตอนนั้นเลยวุ่นวายกันยกใหญ่ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้เอามาครับ เพราะผมเอาเงินไปซื้อหนังสือกลับบ้านหมด และผมก็คิดว่าประกาศคงจะไม่สำคัญมากนัก ในประกาศจะบอกแค่ว่าเราได้มาเรียนที่นี่ตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน แต่ไม่ได้บอกผลการเรียนอะไร และอีกอย่างหนึ่งก็คือคนอังกฤษ, อเมริกาหรือคนสิงค์โปร์ก็พูดภาษาอังกฤษกันได้ไม่เห็นต้องมีประกาศนียบัตรกันสักใบ ดังนั้น เลยไม่ได้จ่ายเพิ่มอะไร เรียนวันสุดท้ายเสร็จตอนเย็นก็บินกลับบ้านเลย แบบนี้ต้องบอกว่า ที่อินเดียนี่เอาแน่ไม่ได้ครับ อะไรที่เราว่าไม่น่าจะพลาด ยังพลาดแบบคาดไม่ถึงได้เลย ดังนั้น ชีวิตการเรียนที่นี่จึงเป็นชีวิตที่สนุกไปอีกแบบครับ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังในบทต่อ ๆ ไปครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-7143575515538462919?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/7143575515538462919'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/7143575515538462919'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/13-english.html' title='อินเดีย-13&amp;nbsp;:&amp;nbsp;เรียน English ที่นี่เป็นอย่างไร'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-8405516747720319003</id><published>2007-07-15T16:37:00.000+07:00</published><updated>2007-07-15T16:37:41.493+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-14 : เรียนอังกฤษแบบกลุ่มเป็นอย่างไร</title><content type='html'>การเรียนแบบกลุ่ม (Group class) ที่โรงเรียนสอนภาษา London School of Speech ที่ผมไปเรียนนี้ เป็นการเรียนสนทนาครับ ท่านจะเจอกับเพื่อนใหม่จากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนอินเดียเองก็มากันหลายคน และก็จากประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลี, เยเมน, อิหร่าน, ญี่ปุ่น, อเมริกาใต้ และก็คนไทย บางคนก็มาเรียนเดี่ยวด้วย และก็เรียนกลุ่มด้วยควบคู่กันไป โดยมากจะมีพื้นฐานการสื่อสารกันมาบ้างแล้ว และที่สำคัญก็คือไม่จำกัดอายุครับ แบบนี้ต้องพูดว่า "No one is too old to learn" ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งในอีกหลาย ๆ คนที่มาที่นี่ และผมก็มีความสุขมากด้วยเพราะไม่มีใครในห้องเรียกผมว่า "พี่" หรือ "น้า" สักคน ขนาดเจ้าปั๊ก เพื่อนตัวเล็ก ๆ จากเกาหลีอายุ 13 ปีเรียนในคลาสเดียวกันยังเรียกผมว่า "You" เลย รูปเจ้าปั๊ก สาขาที่ผมมาเรียนนี้เป็นสาขาใหญ่ อยู่ที่ทะเลสาบอัลซู (Ulsoor Lake) ผมได้เรียน Group class ตอน 9 โมง อาจารย์ที่สอนสาขานี้ก็คือ อ.รัชเชล อาโนลด์ (Russel Arnold) เฮียบมาก...ขอบอก เฮียบในที่นี้ก็คือ คุมชั้นเรียนอยู่หมัดเลย ใครเกะกะระรานแกก็ไล่ออกนอกห้องไปเลยนะครับ ไม่ง้อ ไม่ใช่ว่ารับเงินมาแล้วจะต้องง้อผู้เรียน ในคลาส ๆ หนึ่งจะผู้เรียนประมาณ 10-15 คน มาจากหลายประเทศ, หลายเชื้อชาติ, หลากหลายอุดมการณ์ เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งมาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง นิสัยชอบก่อกวนในชั้นเรียน ชอบขัดจังหวะการสนทนา อ.แกก็ไล่ออกนอกห้องหลายครั้ง และเจ้าคนนี้ล่ะครับตอนอาจารย์สอน ชอบมากระซิบถามคนเอเชียอย่างเราว่า "ชอบจอร์จดับเบิ้ลยูบุชมั้ย" ได้ยินอย่างงี้หันไปมองหน้ามันขวับเลย จะชวนผมเข้าขบวนการอะไรล่ะสิ เลยต้องทำคอยึกยักเหมือนกับว่า "เอ็งพูดอะไร ข้าไม่รู้เรื่อง" พอโดนอาจารย์รัซเซลไล่หลาย ๆ ครั้งแกหายไปเลยครับ ไม่มาเรียนอีกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคลาสของ อ.รัซเชล แกทุ่มเทมากครับ แอ็คชั่นทั้งชั่วโมง แกจะไม่ให้เราปากว่างเลย แกจะให้พูดตลอด อย่างสอนคำว่า Ride อาจารย์ก็จะแสดงท่าทางให้ดู เพื่อให้บางคนที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องของคำศัพท์มาเข้าใจได้ง่ายขึ้น การเรียนในแต่ละวันเลยสนุกครื้นเครง อาจารย์แกเป็นคนอารมณ์ดีด้วย ทุกคนที่มาเรียนในคลาสจะโดนชี้ให้พูดหมด และแกก็เอ็นดู นร.ไทยมาก เอกลักษณ์ของความเป็นไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มแย้มแจ่มใส และการไปมาลาไหว้นี่ก็ช่วยให้เกิดความสนิทสนมมากขึ้น อ. เขาปฏิสัมพันธ์พวกเรานักเรียนไทยเป็นพิเศษ วัฒนธรรมอันดีนี้นำไปใช้ที่ต่างแดนได้อย่างไม่มีปัญหาเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ.แกยังบอกเลยว่าประเทศไทยเรานี่ล่ะที่ยกมือไหว้แล้วสวยเพราะเราไหว้แล้วก้มศีรษะด้วย ไม่ว่าเราอยู่เมืองไทยเราจะเป็นอะไร ตำแหน่งใด จบสูงแค่ไหน แต่เมื่อมาอยู่ในห้องเรียน เราก็คือ นร. คนหนึ่งที่พร้อมให้อาจารย์เข้มงวดกับเราได้ และความมีน้ำใจของคนไทยนี้ลือกระฉ่อนจริง ๆ ครับ เลดี้ที่ขายหนังสือคนหนึ่ง พอรู้ว่าผมมาจากเมืองไทยแกก็ถามเรื่องซึนามิ แกติดตามข่าวเรื่องซินามิจากทีวีแล้วก็เสียใจกับผู้ที่สูญเสียมาก (Tsunami Victims) และบอกว่าเมืองไทยนี่ดีจังที่ช่วยเหลือกันทั้งประเทศ เห็นแล้วปลื้มใจแทน แล้วแกก็ว่าอยากไปเมืองไทยสักครั้ง เห็นมั้ยครับ ชื่อเสียงของเมืองไทยในเรื่องน้ำใจและวัฒนธรรมที่ดีนี้ เวลาอยู่ไกลจากแผ่นดินแม่แล้วมีใครมาพูดถึงให้เราฟังอย่างนี้ก็รู้สึกมีความสุขมากเลย คนไทยทุกคนก็ควรภูมิใจในความเป็นไทยให้มาก ๆ นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงเนื้อหาที่เรียนกันบ้าง อย่างที่ว่าเอาไว้ครับ การเรียนแบบกลุ่มจะเป็นการสนทนา (Conversation) จะมีทั้งสนทนาตามหนังสือ คือ ดูการออกเสียง และก็ต่อด้วยการพูดตามหลักไวยากรณ์ แกจะค่อย ๆ ไล่ไปทีละนิด ๆ ครับ เริ่มตั้งแต่ Present Simple Tense ไปจนถึง Perfect Continuous ให้เรารู้วิธีการใช้ Pronoun, Proper noun, Voice ต่าง ๆ โดยจะไปช้า ๆ และให้แต่ละคนตั้งประโยคเอง ถาม-ตอบกับอาจารย์บ้าง ถาม-ตอบกับเพื่อนในห้องบ้าง ในบางวันแกก็จะหยิบใครสักคนขึ้นมานั่งหน้าห้องข้าง ๆ แก ให้คุยกับเพื่อนทั้งห้องเรื่องอะไรก็ได้ แรก ๆ ก็ถามคำถามง่าย ๆ กันครับ เช่น "Do you like Bangalore?" (ชอบบังกาลอร์มั้ย) "How long will you be here?" (อยู่นานเท่าไหร่) "What are your hobbies?" (งานอดิเรกคืออะไร) พอเรียนกันผ่านไปสักเดือน เริ่มพูดคล่องขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มถามคำถามพิเรน ๆ ประมาณว่า "ถ้าพรุ่งนี้โลกแตก วันนี้อยากทำอะไรมากที่สุด", "แต่งงานเมื่อไหร่", "ถ้าให้เลือกระหว่างเงินล้านกับสาวคนที่รักจะเลือกอะไร" คำถามอีแบบนี้ถ้าได้ยิงออกมาเมื่อไหร่ล่ะก็เรียกเสียฮาได้เมื่อนั้น ครั้งหนึ่ง เจ้าหนูปั๊กจากเกาหลีปล่อยก๊ากออกมาดังลั่นห้อง คนหันมามองกันทั้งโรงเรียนเลย เพราะว่าห้องเรียนกลุ่มกับห้องเรียนเดียวนั้นจะอยู่ติดกัน มีแค่กระจกใส ๆ กั้นแค่นั้นเอง อยากหัวเราะดัง ๆ ก็ต้องกลั้นเอาไว้ก่อนล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สไตล์การคุมชั้นเรียนของ อ.รัซเซลนี้พอเรียนไปสักพักก็จะรู้เลยครับว่าแกไม่ชอบการคุยแทรก และไม่ชอบถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง บางคนเดินเข้าเดินออกหรือมาสายทำให้รบกวนสมาธิเพื่อนร่วมชั้น แกก็ประกาศกฎอัยการศึกเลย ว่าถ้ามาช้า 15 นาทีจะล็อคห้อง ล็อคจริง ๆ ครับ ใครที่คุยกันบ่อย ๆ ในชั้นเรียน เตือนแล้วไม่ฟังแกก็ไล่ออกไปเลยทั้งคู่ โดยบอกว่า "Okay, your class is over. Good bye" เว้นเสียแต่ว่าจะทนนั่งจนจบคลาส อ.แกก็ไม่เรียกขึ้นมา taking conversation นะครับ คลาสนั้นก็เสียเงินไปฟรี ๆ เลย เห็นมั้ยครับใครว่าการเรียนที่อินเดียนั้นเรียนง่าย ๆ จบง่าย ๆ ที่นี่มีกฎระเบียบและมาตรฐานสูงพอสมควรเพื่อให้การเรียนมีคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงวันหนึ่ง ๆ ของการเรียนกลุ่มนี้จะมีเรื่องให้เล่าเยอะ สาวน้อยจากเยเมนนี่ก็เถียงเก่งจริง ๆ คือ ไม่ยอมจดคำศัพท์ลงสมุด อ.ก็ถามอย่างว่า "Why don't you write the words into your notebook?" สาวน้อยก็ตอบว่า "Because I'm tired" คือ "เหนื่อย" แกก็สวนเลยว่า "Why don't you sleep at home, why do you come to class?" คือ "เหนื่อยแล้วทำไมไม่อยู่บ้าน มาเรียนทำไม" สาวน้อยจากเยเมนไม่รู้ว่าโกรธใครมาแต่ไหน ตะโกนลั่นห้องเลย "อยากมาฟังนี่" เถียงกับแกหลายประโยค แกเปิดสมุดเช็คชื่อกาเครื่องหมาย absent ให้ไปเลย คือ ชั่วโมงนี้ไม่นับให้แล้วทั้งคาบแกชี้ให้พูดหมดทุกคนยกเว้นสาวน้อยคนนี้เพราะ "She's tired"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการสนทนากันตาม tense แล้ว ก็ยังสอนคำศัพท์, Idioms และพวก Proverb, phobia วันละ 10 คำ พอเรียนจบหนึ่งอาทิตย์ก็จะรู้ศัพท์แปลก ๆ ไปกว่า 50 คำ ทุกวันเสาร์แกจะทำการ recap หรือไล่ทวนเนื้อหาที่สอนไป โดยจะหาเหยื่อมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับแก และก็จะสนทนากันโดยใช้สิ่งที่เรียนไปทั้งอาทิตย์หรือไม่ก็สนทนาแบบ General Questions ถ้าแกเห็นนักเรียนคิดคำถามไม่ได้ แกจะช่วยตั้งคำถามให้ ถ้าคนไหนแกเห็นว่ากำลังอยู่ในช่วงพัฒนาดีขึ้นแกจะเข็นส่งให้เลย แกจะเรียกให้พูดบ่อย ๆ คนที่ไปได้ช้าอย่างเจ้าหนูปั๊กเทฮองนี่แกก็จะให้นั่งฟังและถาม-ตอบ หนึ่งอาทิตย์แกจะก็จะเรียกขึ้นมาสัมภาษณ์เพื่อดูความก้าวหน้า จริง ๆ แล้วไม่ใช่อะไรหรอกครับ เจ้าหนูปั๊กแกชอบนั่งวาดรูปเล่นในชั่วโมง บ้างก็ชวนคนอื่นเล่น จนอาจารย์ต้องตั้งฉายาว่า "Jack in the box"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าท่านเรียนกลุ่มมาสัก 1-2 เดือน ถ้าตั้งใจเรียนทุกวัน ไม่ขาดเรียน และไม่หาโอกาสพูดภาษาไทยกับใครเลย การคิดจะเริ่มเป็นอัตโนมัติขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต้องคิดเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยแปลมาเป็นอังกฤษ ถ้ามาถึงโรงเรียนเร็ว ๆ ก็หาโอกาสสนทนากับเพื่อน ๆ ได้ ผู้ที่มาเรียนโดยมากจะอยากพูดอยู่แล้ว ในการเรียนแบบกลุ่มไม่ใช่ว่าเป็นการฝึกพูดอย่างเดียว แต่เป็นการฝึกการฟังด้วย เพราะในขณะที่อาจารย์กำลังถามตอบกับเพื่อนคนอื่นอยู่ ยังไม่ถึงคิวของเรา เราก็อาศัยโอกาสนี้ฝึกการฟังไปด้วยหรือพูดตามอาจารย์ อันนี้ก็จะช่วยพัฒนาทักษะการพูดและการฟังได้ดีมากยิ่งขึ้น และก็ได้พบเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนที่มาเรียนที่ London School นี้พอคุยด้วยแล้วก็พบว่าบางคนเรียน Speaking ที่เมืองไทยมาก่อน เสียเงินไปแล้วก็หลายหมื่น บอกว่าเรียนพูดอังกฤษ 2 ชม. พอกลับมาบ้านพูดแต่ภาษาไทย 22 ชม. เลยไม่ได้อะไรเท่าไหร่ เพราะไม่มีโอกาสพูด เลยต้องมาอยู่ที่นี่ช่วงปิดเทอม เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงและได้พูดภาษาอังกฤษทุกวันอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเรียนในคลาสที่มีคนต่างชาติ นอกจากท่านจะได้ฝึกสนทนาอย่างไม่อายแล้ว ท่านก็จะได้พบเห็นหลายหลากวัฒนธรรม หลายหลากความคิด หลายทัศนคติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศาสนา, วัฒนธรรม, การเมือง, งานอดิเรก, ดารา หรือกีฬาที่ชอบ ฯลฯ การมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติในการไปไหนมาไหนด้วยกัน เช่น กินข้าว, เดินกลับบ้าน หรือไปดูหนัง มันจะช่วยให้ท่านพัฒนาการพูดได้ดีขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะการถกประเด็นปัญหาด้วยแล้ว คนแขกนี่ถ้าเขาเชื่ออะไร เขาจะเถียงแบบสุด ๆ เราคนไทยจะเถียงไม่ค่อยทันเท่าไหร่ แบบนี้จะได้ผลดีมากครับ เพราะสถานการณ์มันบังคับให้ท่านต้องพูดและต้องฟังให้รู้เรื่อง และจะได้คำศัพท์ในการพูดเยอะมาก และถ้าท่านไปเรียนภาษาแบบไปกันหลาย ๆ คน ถ้าจะให้ดีล่ะก็ควรจะพักแยกกัน, เรียนแยกกัน ซึ่งจะให้ผลดีกว่านั่งเรียนเก้าอี้ติดกัน เพราะถ้าเราจับกลุ่มคนไทยไปนั่งเรียนในคลาสเดียวกันหลาย ๆ คนอาจจะได้ผลไม่ดีเท่ากับการกระจายไปเรียนรวมกับชาวต่างชาติ เพราะถ้าเราหันไปมองซ้ายขวา ก็จะเจอแต่คนไทย บรรยากาศก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการเรียนในประเทศเราเอง คือ มันไม่มีอะไรบังคับให้ท่านพูดภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านจะขอยืมสมุดเพื่อน (คนไทย) ไปจด ท่านจะพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยล่ะ... ถ้าต้องการฝึกภาษาก็จะต้องพยายามหักห้ามใจพูดกับเพื่อนคนไทยโดยใช้ภาษาอังกฤษ แต่จะมีเรื่องให้สนทนากันกี่เรื่อง และจะอดใจไม่พูดภาษาไทยได้หรือเวลาไม่เข้าใจกัน? อันนี้ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่อยากให้เสียโอกาสดี ๆ ในการเก็บประสบการณ์จากต่างแดน อย่างนักเรียนบางคนไปอยู่โรงเรียนประจำ ไปขอนมจากโรงอาหาร พูดคำว่า Milk เป็น "มิ้ว" แม่ครัวเขาก็ไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งต้องมีคนมาสอนเรื่องของการออกเสียงให้เป็น "มิล-เขอะ" คือเติมเสียงตัว k เล็ก ๆ เข้าไปด้วย หรืออย่างจะไปซื้อเกลือ ไปบอกคนขายว่าจะเอา "ซอล" (Salt) เขาไม่รู้นะ ต้องบอกว่า "ซอลท" เติมเสียงตัว t ไปด้วย นั่นล่ะถึงจะซื้อกินกันได้ นี่ไงครับ "โอกาส" ถ้าเราไม่หาโอกาสในการสนทนา เราจะไม่รู้เลยว่าเราออกเสียงผิดหรือถูก ท่านว่าจริงมั้ยครับ.. หรืออย่างเพื่อนคนไทย ที่เรียนด้วยกัน จะขออนุญาตเปิดพัดลมเพดาน เพราะว่ามันร้อน ก็หลุดคำไทยออกไปเต็มๆ เลยว่า "May I open the fan" คือ "ขอเปิดดู (แกะ) พัดลมได้มั้ย" อ.แกก็เลยบอกคำที่ถูกว่าต้องใช้ "switch on" หรือ "turn on" นั่นล่ะ จึงจะได้รู้กัน ถ้าให้พูดเรื่องโรงเรียนสอนภาษานี่ พูดไม่หมดครับ แต่ก็บอกได้ว่าที่นี่ให้ประสบการณ์และความมันส์เยอะเลยทีเดียว ถ้าใครจะพาลูกหลานมาเก็บประสบการณ์ที่นี่ก็คงจะดีไม่น้อย หรือจะแบกเป้มาลุยแบบเดี่ยวๆ แบบผม มาหาเพื่อนเอาแถว ๆ นี้ก็จะมันส์ไปอีกแบบครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-8405516747720319003?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/8405516747720319003'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/8405516747720319003'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/07/14.html' title='อินเดีย-14&amp;nbsp;:&amp;nbsp;เรียนอังกฤษแบบกลุ่มเป็นอย่างไร'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-6127170871357430366</id><published>2007-06-23T11:58:00.000+07:00</published><updated>2007-06-23T11:58:41.198+07:00</updated><title type='text'>ข่าว::อินเดีย-ตลาดส่งออกไอทีโต ฟันธงอีก3ปีทะลุ6หมื่นล.</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;อินเดีย-ตลาดส่งออกไอทีโต ฟันธงอีก3ปีทะลุ6หมื่นล.&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาคมผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และบริการงานไอทีแห่งชาติอินเดีย เชื่อว่ามูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์และบริการไอทีของอินเดียในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเป็น 6 หมื่นล้านเหรียญ (ราว 2.1 ล้านล้านบาท) ได้ในปี 2010 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาคมผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และบริการงานไอทีแห่งชาติอินเดียหรือแนสคอม (National Association of Software and Services Companies : Nasscom) ให้ข้อมูลว่าตัวเลข 3.1 หมื่นล้านเหรียญมาจากอัตราการเติบโต 32.6 เปอร์เซ็นต์ที่ทางกลุ่มคาดการณ์ไว้สำหรับช่วงปีการเงิน 2006 ถึง 2007 (สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2007)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมส่งออกบริการและซอฟต์แวร์ไอทีของอินเดียจะไปได้ดี อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 หมื่นล้านเหรียญได้ในปี 2010" แนสคอมกล่าวในรายงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของอินเดียนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดด การสำรวจตั้งแต่ปี 1997-98 ระบุว่ามูลค่าตลาดรวมไอทีอยู่ที่ 4.8 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 1.68 แสนล้านบาท) แต่การสำรวจประจำปี 2006-07 พบว่ามีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 4.78 หมื่นล้านเหรียญ (ราว 1.67 ล้านล้านบาท) เทียบเท่ากับเติบโตมากขึ้นกว่าเดิมเกือบสิบเท่าตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนสคอมให้ข้อมูลว่า อุตสาหกรรมไอทีนั้นช่วยให้ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือจีดีพี (gross domestic product) ของอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปี 1997 นั้นทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นราว 1.2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปี 2006 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 5.4 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา การเติบโตของอุตสาหกรรมไอทีอินเดียนั้นเกิดขึ้นบนระบบเศรษฐกิจโลกและระบบเศรษฐกิจในประเทศอินเดียเอง ขณะนี้ อุตสาหกรรมกำลังให้ความสำคัญกับโอกาสเติบโตใหม่ๆในต่างประเทศ แต่จะไม่ทิ้งการส่งเสริมเทคโนโลยีไอทีในประเทศอย่างแน่นอน" B. Ramalinga Raju ประธานกลุ่มแนสคอมกล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเอเอฟพี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อินเดียนั้นได้ชื่อเล่นว่าเป็นแบ็คออฟฟิศของโลก หรือเบื้องหลังของอุตสาหกรรมไอทีของหลายประเทศ เนื่องจากบริษัทไอทีหลายประเทศนิยมเลือกจ้างบริษัทสัญชาติอินเดียเป็นผู้จัดตั้งคอลเซ็นเตอร์เพื่อให้บริการลูกค้า ขณะที่บริการรับจ้างเขียนซอฟต์แวร์ของอินเดียก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากบุคลากรไอทีชาวอินเดียสามารถตอบความต้องการลดต้นทุนของบริษัทไอทีได้พอดี ทั้งความสามารถด้านภาษาอังกฤษ การศึกษาและค่าแรงที่ต่ำกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* * * * * * * * * * * *&lt;br /&gt;Content From : http://www.manager.co.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7558083692222730089-6127170871357430366?l=psaenmuk.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/6127170871357430366'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7558083692222730089/posts/default/6127170871357430366'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://psaenmuk.blogspot.com/2007/06/36.html' title='ข่าว::อินเดีย-ตลาดส่งออกไอทีโต ฟันธงอีก3ปีทะลุ6หมื่นล.'/><author><name>P.Saenmuk</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7558083692222730089.post-2545753138087926445</id><published>2007-06-22T00:13:00.002+07:00</published><updated>2007-06-22T00:13:34.481+07:00</updated><title type='text'>อินเดีย-15 : เรียนอังกฤษที่อินเดีย จะติดสำเนียงแบบแขกมาหรือเปล่า</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เรียนอังกฤษที่อินเดีย จะติดสำเนียงแบบแขกมาหรือเปล่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  แถว ๆ Kerela จะสำเนียงแปล่ง ๆ ถ้าไปเรียนตั้งแต่เด็กก็มีโอกาสได้ เพราะพูดไทยได้น้อย แต่ถ้าเรียนตอนโต ๆ นี่ล่ะ จะเป็นอังกฤษแบบไทย ๆ จะว่าไปแล้ว ผมก็ไม่เคยเห็นใครที่เรียนจบอินเดียมาแล้วพูดภาษาอังกฤษแบบอินเดียเลย คือ ออกเสียงตัว p เป็น ป.ปลาชัด ๆ หรือตัว t ออกเสียงเป็น ต.เต่า การเรียนอังกฤษที่อินเดียแล้วไปติดสำเนียงของอินเดียมานี่ ผมว่ามันไม่ใช่ง่าย ๆ นะครับ เราเป็นคนไทย พูดภาษาไทยทุกวัน เวลาท่านพูดภาษาอังกฤษ สำเนียงก็จะออกมาในแบบไทย ๆ ถ้าจะให้สำเนียงดี ๆ นี้ก็ต้องฝึกกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะของภาษาในบ้านเขาก็ส่งให้เขาออกเสียงในแบบของเขา การที่เรียนแล้วกลับมาจะออกเสียงผิด ๆ เช่น พูดคำว่า Perfect เป็น เปอ-เฟ็ก โดยเน้น ป.ปลาชัด ๆ หรือพูดว่า stepped เป็น สะเต็บ-เป็ด แบบนี้ มันขึ้นอยู่กับโรงเรียนสอนภาษาที่ท่านไปเรียนและผู้สอนด้วยว่าจะสอนให้ออกเสียงถูกหรือผิด ถ้าผู้สอนไม่เน้นเรื่องของ Pronunciation เวลาท่านไปพูดกับใครก็อาจจะต้องมีการทวนซ้ำหรือเขียนให้ดูกันวุ่นวาย อาจารย์รัซเซลแกสอนว่า ถ้าคุณพูดกับใครแล้วเขาต้องขอให้พูดอีกครั้ง นั้นหมายความว่า ถ้าไม่ใช่ที่เราออกเสียงไม่ชัด เขาก็คงจะหูไม่ดี ดังนั้น ฝึกการออกเสียงให้ชัดเจน ใ
