วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

อินเดีย-12 : ทำไมแขกชอบทำคอยึกยัก

ทำไมแขกชอบทำคอยึกยัก

ถ้าได้พบปะพูดคุยกับแขก พวกเขาจะมีอากับกิริยาเหมือน ๆ กันคือ ชอบคำคอยึกยัก ผมพยายามหาคำที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมมาที่สุด คำว่า "ยึกยัก" กับ "ด็อกแด็ก" น่าจะใช้อธิบายได้ดีกว่า มันเป็นอย่างนี้ครับ... เวลาที่เขาตอบรับ, เข้าใจ หรือเวลาพอใจ เขาจะทำคอยึกยักใส่เรา ยกตัวอย่างเช่นตอนต่อราคาออโต้ ถ้าเขาโอเคกับเราว่าเอาราคานี้เขาก็จะยึกยักเพื่อตอบรับว่า "โอเคนะ" ดู ๆ ไปแล้วเราจะเข้าใจว่าเขาส่ายหน้า แต่มันไม่เหมือนส่ายหน้าเพราะส่ายหน้าจะต้องหันคอไปมาซ้ายขวา แต่นี่เป็นการโยกหัวไปซ้ายทีขวาที แต่อย่างไรก็ตาม มันจะขัด ๆ กับความรู้สึก แต่ถ้าอยู่ไปสักพัก ใครที่รับได้เก่ง ๆ ก็อาจจะติดพฤติกรรมนี้ไปเลยก็ได้ อย่างตอนที่ไปเที่ยวชมสังเวลานียสถาน ก็จะเจอเด็ก ๆ เยอะ แถวนั้น ผมก็เอาลูกอมยื่นไปให้ ถามว่ากินมั้ย เด็กก็ตอบกลับมาโดยทำคอยึกยักแบบนี้ล่ะ เลยเข้าไปใจไปว่าเขาไม่เอา.. เลยเอากลับเดินต่อเลย พอมารู้ที่หลังว่าการทำแบบนั้นก็คือการตอบรับว่า "ใช่" นั่นเอง หรืออย่างในกรณีที่เราไปซื้อของ พอยื่นตังค์ทอนกลับมาให้ เราก็ชวนคุยบอกว่าเนี่ย.. ก่อนกลับจะมาซื้ออีกนะ เขาก็ทำคอยึกยักและก็ยิ้ม กรณีนี้ล่ะครับที่เขาจะทำคอยึกยักกัน สำหรับการส่ายหน้าและการพยักหน้าของแขกนี่ก็มีนะครับ เช่น ถ้าไม่เอาก็ส่ายหน้า หรือถ้าพยักหน้าในเชิงรู้กันแบบนี้ก็มีให้เห็นบ่อยไป ดังนั้น เพิ่มการทำคอยึกยักเข้าไปด้วยอีกอย่างหนึ่ง เวลาคุยกับแขกนะครับ

อินเดีย-13 : เรียน English ที่นี่เป็นอย่างไร

เรียน English ที่นี่เป็นอย่างไร
"How about learning English in Bangalore"

เมื่อมาอยู่ที่นี่ การหาที่เรียนคอมพิวเตอร์กับการเรียนภาษาอังกฤษที่อินเดียนี้ก็เป็นการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากเลยทีเดียว มีหลายสถาบันที่เปิดสอนในราคาที่ไม่แพง บางที่ก็ราคาถูกเดือนละไม่ถึงพันแต่อาจจะไม่มีมาตรฐาน สามารถหาได้จากหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่มาลงโฆษณาครับ

โรงเรียนที่ผมไปเรียนนี้ก็คือ London School of Speech อยู่แถว ๆ ทะเลสาบ Ulsoor โรงเรียนนี้เปิดมานานหลายสิบปีแล้ว มีหลายสาขาด้วยกันในบังกาลอร์ ค่าเรียนที่นี่ถือว่าแพงกว่าหลาย ๆ ที่ในบังกาลอร์ด้วยกัน อันนี้เป็นมุมมองของคนอินเดียเองที่เขาบอกมา แต่มีคนมาเรียนเยอะ บ้างก็ไปที่อื่นแล้วก็กลับมาเรียนที่นี่เหมือนเดิมก็มี เพราะมีมาตรฐานมากกว่า อาจารย์ผู้สอนจะจบมาทางด้านภาษาโดยตรง สำเนียงดีเลยล่ะครับ

รูปแบบการเรียนที่นี่มีทั้งเรียนเป็นกลุ่ม (GP : Group class) และก็แบบเรียนเดี่ยว (ID : Individual class) เรียนกันสัปดาห์ละ 6 วัน คือ วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ผู้เรียนที่จะเรียนเดี่ยวจะต้องมาตกลงเวลากับเจ้าหน้าที่ว่าอาจารย์ท่านใดว่างช่วงไหน ถ้าว่างตรงกันก็มาเรียนในช่วงนั้นได้ ที่นี่จะมีอาจารย์สอนแบบเดี่ยวหลายท่าน และมีห้องเรียนแบบกลุ่ม 1 ห้อง มีอาจารย์ประจำอยู่หนึ่งคน การนับเวลาเรียนจะนับเป็นคลาส เดือนหนึ่งจะเรียนได้ทั้งหมด 25 ครั้ง (หรือ 25 คลาส) ค่าเรียนแบบกลุ่มจะอยู่ที่เดือนละ Rs.750 เรียนวันละหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เป็นการเรียนสนทนาและเรียนพวกศัพท์ต่าง ๆ สำหรับการเรียนเดี่ยว จะนับเป็นคลาสเหมือนกัน คลาสละหนึ่งชั่วโมง จะเรียนสองคลาสในวันเดียวกันก็ได้ไม่ว่ากัน อาจารย์ผู้สอนเขาไม่ว่าอยู่แล้ว ค่าเรียนก็จะแพงไปตามระเบียบขึ้นอยู่กับระดับที่เรียน ก็ประมาณ Rs. 1,750 แต่ตอนนี้ราคาอาจจะมีการปรับขึ้นนะครับ ตอนที่ผมมานี้ก็ปรับราคาขึ้นไปอีก 250 (แต่เงินเดือนผู้สอนยังเท่าเดิม) และก็ยืดเวลาการจบออกไป คือ จะต้องเรียนกลุ่มให้ได้ 50 คลาส และเรียนเดี่ยวให้ได้ 100 คลาส จึงจะได้ประกาศนียบัตรกลับบ้าน

นอกจากนี้แล้ว เรายังเลือกได้อีกว่าจะให้สอนเฉพาะด้าน เช่น ด้านการเขียนรายงาน (Report Writing), Business Communication หรือ TOEFL, IELTS หรือจะเจาะจงเรื่องไหนเป็นพิเศษก็คุยกับอาจารย์ผู้สอนได้โดยตรงเลยก็ได้ อย่างบางคนก็เห็นเอาหนังสือ TOEFL ให้ทำกับอาจารย์ก็มี เรื่องการเรียนแบบตัวต่อตัวนี้จะมาเล่าให้ฟังอีกครับ คนไทยที่มาเรียนที่นี่ก็นับได้ว่าไม่มากนัก อย่างเดือน ๆ หนึ่งที่ผมนับได้ก็ประมาณสิบคน และต่างคนก็เรียนเดี่ยวคนละรอบ ดังนั้น จึงได้ผลค่อนข้างดีเลยทีเดียวอาจารย์ก็บอกมาว่าโดยมากคนไทยจะมีปัญหาในเรื่องของ Pronunciation คือลิ้นแข็ง ก็มาปรับที่นี่กันเยอะ หลาย ๆ คนก็มาเรียนภาษาอย่างเดียว บางคนเรียนที่เดลลี แต่ลงมาเรียนที่นี่ตอนปิดเทอมก็มี ผมได้คุยกับคนไทยบางคนที่มาเรียนที่นี่ ไม่ได้เรียนเดียวกันกับผมนะครับ เขาบอกว่าอยากได้การเขียนมากกว่า เพราะเราเรียน Grammar มาจากเมืองไทยพอสมควรแล้ว ที่ๆ เขาเรียนอยู่สอนแต่แกรมม่า ไม่มี Writing เลย ผมก็บอกว่าให้ลองมาคุยกับอาจารย์ที่นี่ดู เรียนเดี่ยวสัก 3 เดือน 6 เดือน ขอ Writing อย่างเดียวก็น่าจะให้ผลดีกว่า

การมาเรียนครั้งนี้ผมโชคดีที่ได้คลาสเรียนเดี่ยวกับ อ.สุชิลา อารูมูกัม (Shushila Arumugham) ต้องไปเรียนที่บ้านของแก เพราะปีนี้แกบอกทางโรงเรียนว่าขอพัก แต่โรงเรียนก็ส่ง นร. มาเรียนกับแกเรื่อย ๆ ดีหน่อยที่บ้านอาจารย์อยู่ใกล้กับโรงเรียน เดินไป 300 ม. ก็ถึงแล้ว อาจารย์ท่านเกิดที่มุมไบ แต่มาอยู่ที่นี่เนื่องมาจากค่าครองชีพที่มุมไบสูงขึ้น และแกก็อยากอยู่ในเมืองที่มีสภาพอากาศดี ๆ เพราะอายุมากแล้ว แต่หลัง ๆ แกบอกว่าบังกาลอร์นี่ก็เริ่มที่จะค่าครองชีพสูงขึ้นแล้วเหมือนกัน การจราจรเริ่มเหมือนกับมุมไบเข้าไปทุกวันแล้ว แต่ถึงแกจะอายุมาก แต่ก็พูดเจื้อยแจ้วเลยนะครับ เอาง่าย ๆ แกพูดทั้งชั่วโมงเลยก็ว่าได้ ช่วงแรก ๆ แกจะให้เราฝึกเขียนและพูด เพราะแกจะดูการใช้ภาษาและดูแกรมม่า พอได้สักพักแกก็ถามว่าอยากเจาะด้านไหน ผมก็บอกว่าอยากได้ด้านการเขียนมากกว่า ตั้งแต่วันนั้นมา แกจะทบทวน Grammar ให้ทุกวัน อะไรที่เราไม่แน่ใจในเวลาในงานจริง ๆ ก็จะเอาไปถามแก และทุกวัน แกก็จะให้การบ้านเป็น Essay มา เช่น TV & Reading, Pollution พอไปได้สักพักก็เริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น Do clothes make a man?, How to make a soup, An important day in my life, Pocket Money แกก็จะตรวจคำผิด เติม adject, adverb ให้ตามความเหมาะสม พอเริ่มหมดมุข แกก็จะให้เราพูดแทน เช่น เล่าเรื่องขำขันให้แกฟังวันละ 1 เรื่อง แค่นั่นล่ะ เราก็ต้องเดินหาหนังสือขำขันมือสอง หรือไม่ก็เอาตลกไทย ๆ ไปเล่าให้แกฟัง พอเล่าไม่ถูกก็เขียนลงสมุด แบบนี้ แบบนี้ แกจะช่วยเช็คคำผิดและการใช้ศัพท์ของเราให้ บ้างก็จะเรียนและถกปัญหาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น ปัญหาเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษของคนอินเดีย, ปัญหาการว่างงาน ฯลฯ แกจะถามถึงเมืองไทยและก็เปรียบเทียบกับอินเดียให้ฟังนับว่าได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากเลยทีเดียว

และก็การที่ผมเขียน Essay นี่ล่ะครับ ดันไปเข้าหูอาจารย์ใหญ่ว่าผมเรียน Writing แกก็เลยบอกว่าผมเป็น Advanced Student ไม่ได้มาเรียนในระดับ Basic พอตอนทำเรื่องของใบประกาศ แกก็บอกให้ผมจ่ายเพิ่มย้อนหลัง 3 เดือนที่ผ่านมาก่อน ตอนนั้นเลยวุ่นวายกันยกใหญ่ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้เอามาครับ เพราะผมเอาเงินไปซื้อหนังสือกลับบ้านหมด และผมก็คิดว่าประกาศคงจะไม่สำคัญมากนัก ในประกาศจะบอกแค่ว่าเราได้มาเรียนที่นี่ตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน แต่ไม่ได้บอกผลการเรียนอะไร และอีกอย่างหนึ่งก็คือคนอังกฤษ, อเมริกาหรือคนสิงค์โปร์ก็พูดภาษาอังกฤษกันได้ไม่เห็นต้องมีประกาศนียบัตรกันสักใบ ดังนั้น เลยไม่ได้จ่ายเพิ่มอะไร เรียนวันสุดท้ายเสร็จตอนเย็นก็บินกลับบ้านเลย แบบนี้ต้องบอกว่า ที่อินเดียนี่เอาแน่ไม่ได้ครับ อะไรที่เราว่าไม่น่าจะพลาด ยังพลาดแบบคาดไม่ถึงได้เลย ดังนั้น ชีวิตการเรียนที่นี่จึงเป็นชีวิตที่สนุกไปอีกแบบครับ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังในบทต่อ ๆ ไปครับ

อินเดีย-14 : เรียนอังกฤษแบบกลุ่มเป็นอย่างไร

การเรียนแบบกลุ่ม (Group class) ที่โรงเรียนสอนภาษา London School of Speech ที่ผมไปเรียนนี้ เป็นการเรียนสนทนาครับ ท่านจะเจอกับเพื่อนใหม่จากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนอินเดียเองก็มากันหลายคน และก็จากประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลี, เยเมน, อิหร่าน, ญี่ปุ่น, อเมริกาใต้ และก็คนไทย บางคนก็มาเรียนเดี่ยวด้วย และก็เรียนกลุ่มด้วยควบคู่กันไป โดยมากจะมีพื้นฐานการสื่อสารกันมาบ้างแล้ว และที่สำคัญก็คือไม่จำกัดอายุครับ แบบนี้ต้องพูดว่า "No one is too old to learn" ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งในอีกหลาย ๆ คนที่มาที่นี่ และผมก็มีความสุขมากด้วยเพราะไม่มีใครในห้องเรียกผมว่า "พี่" หรือ "น้า" สักคน ขนาดเจ้าปั๊ก เพื่อนตัวเล็ก ๆ จากเกาหลีอายุ 13 ปีเรียนในคลาสเดียวกันยังเรียกผมว่า "You" เลย รูปเจ้าปั๊ก สาขาที่ผมมาเรียนนี้เป็นสาขาใหญ่ อยู่ที่ทะเลสาบอัลซู (Ulsoor Lake) ผมได้เรียน Group class ตอน 9 โมง อาจารย์ที่สอนสาขานี้ก็คือ อ.รัชเชล อาโนลด์ (Russel Arnold) เฮียบมาก...ขอบอก เฮียบในที่นี้ก็คือ คุมชั้นเรียนอยู่หมัดเลย ใครเกะกะระรานแกก็ไล่ออกนอกห้องไปเลยนะครับ ไม่ง้อ ไม่ใช่ว่ารับเงินมาแล้วจะต้องง้อผู้เรียน ในคลาส ๆ หนึ่งจะผู้เรียนประมาณ 10-15 คน มาจากหลายประเทศ, หลายเชื้อชาติ, หลากหลายอุดมการณ์ เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งมาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง นิสัยชอบก่อกวนในชั้นเรียน ชอบขัดจังหวะการสนทนา อ.แกก็ไล่ออกนอกห้องหลายครั้ง และเจ้าคนนี้ล่ะครับตอนอาจารย์สอน ชอบมากระซิบถามคนเอเชียอย่างเราว่า "ชอบจอร์จดับเบิ้ลยูบุชมั้ย" ได้ยินอย่างงี้หันไปมองหน้ามันขวับเลย จะชวนผมเข้าขบวนการอะไรล่ะสิ เลยต้องทำคอยึกยักเหมือนกับว่า "เอ็งพูดอะไร ข้าไม่รู้เรื่อง" พอโดนอาจารย์รัซเซลไล่หลาย ๆ ครั้งแกหายไปเลยครับ ไม่มาเรียนอีกเลย

ในคลาสของ อ.รัซเชล แกทุ่มเทมากครับ แอ็คชั่นทั้งชั่วโมง แกจะไม่ให้เราปากว่างเลย แกจะให้พูดตลอด อย่างสอนคำว่า Ride อาจารย์ก็จะแสดงท่าทางให้ดู เพื่อให้บางคนที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องของคำศัพท์มาเข้าใจได้ง่ายขึ้น การเรียนในแต่ละวันเลยสนุกครื้นเครง อาจารย์แกเป็นคนอารมณ์ดีด้วย ทุกคนที่มาเรียนในคลาสจะโดนชี้ให้พูดหมด และแกก็เอ็นดู นร.ไทยมาก เอกลักษณ์ของความเป็นไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มแย้มแจ่มใส และการไปมาลาไหว้นี่ก็ช่วยให้เกิดความสนิทสนมมากขึ้น อ. เขาปฏิสัมพันธ์พวกเรานักเรียนไทยเป็นพิเศษ วัฒนธรรมอันดีนี้นำไปใช้ที่ต่างแดนได้อย่างไม่มีปัญหาเลยครับ

อ.แกยังบอกเลยว่าประเทศไทยเรานี่ล่ะที่ยกมือไหว้แล้วสวยเพราะเราไหว้แล้วก้มศีรษะด้วย ไม่ว่าเราอยู่เมืองไทยเราจะเป็นอะไร ตำแหน่งใด จบสูงแค่ไหน แต่เมื่อมาอยู่ในห้องเรียน เราก็คือ นร. คนหนึ่งที่พร้อมให้อาจารย์เข้มงวดกับเราได้ และความมีน้ำใจของคนไทยนี้ลือกระฉ่อนจริง ๆ ครับ เลดี้ที่ขายหนังสือคนหนึ่ง พอรู้ว่าผมมาจากเมืองไทยแกก็ถามเรื่องซึนามิ แกติดตามข่าวเรื่องซินามิจากทีวีแล้วก็เสียใจกับผู้ที่สูญเสียมาก (Tsunami Victims) และบอกว่าเมืองไทยนี่ดีจังที่ช่วยเหลือกันทั้งประเทศ เห็นแล้วปลื้มใจแทน แล้วแกก็ว่าอยากไปเมืองไทยสักครั้ง เห็นมั้ยครับ ชื่อเสียงของเมืองไทยในเรื่องน้ำใจและวัฒนธรรมที่ดีนี้ เวลาอยู่ไกลจากแผ่นดินแม่แล้วมีใครมาพูดถึงให้เราฟังอย่างนี้ก็รู้สึกมีความสุขมากเลย คนไทยทุกคนก็ควรภูมิใจในความเป็นไทยให้มาก ๆ นะครับ

มาถึงเนื้อหาที่เรียนกันบ้าง อย่างที่ว่าเอาไว้ครับ การเรียนแบบกลุ่มจะเป็นการสนทนา (Conversation) จะมีทั้งสนทนาตามหนังสือ คือ ดูการออกเสียง และก็ต่อด้วยการพูดตามหลักไวยากรณ์ แกจะค่อย ๆ ไล่ไปทีละนิด ๆ ครับ เริ่มตั้งแต่ Present Simple Tense ไปจนถึง Perfect Continuous ให้เรารู้วิธีการใช้ Pronoun, Proper noun, Voice ต่าง ๆ โดยจะไปช้า ๆ และให้แต่ละคนตั้งประโยคเอง ถาม-ตอบกับอาจารย์บ้าง ถาม-ตอบกับเพื่อนในห้องบ้าง ในบางวันแกก็จะหยิบใครสักคนขึ้นมานั่งหน้าห้องข้าง ๆ แก ให้คุยกับเพื่อนทั้งห้องเรื่องอะไรก็ได้ แรก ๆ ก็ถามคำถามง่าย ๆ กันครับ เช่น "Do you like Bangalore?" (ชอบบังกาลอร์มั้ย) "How long will you be here?" (อยู่นานเท่าไหร่) "What are your hobbies?" (งานอดิเรกคืออะไร) พอเรียนกันผ่านไปสักเดือน เริ่มพูดคล่องขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มถามคำถามพิเรน ๆ ประมาณว่า "ถ้าพรุ่งนี้โลกแตก วันนี้อยากทำอะไรมากที่สุด", "แต่งงานเมื่อไหร่", "ถ้าให้เลือกระหว่างเงินล้านกับสาวคนที่รักจะเลือกอะไร" คำถามอีแบบนี้ถ้าได้ยิงออกมาเมื่อไหร่ล่ะก็เรียกเสียฮาได้เมื่อนั้น ครั้งหนึ่ง เจ้าหนูปั๊กจากเกาหลีปล่อยก๊ากออกมาดังลั่นห้อง คนหันมามองกันทั้งโรงเรียนเลย เพราะว่าห้องเรียนกลุ่มกับห้องเรียนเดียวนั้นจะอยู่ติดกัน มีแค่กระจกใส ๆ กั้นแค่นั้นเอง อยากหัวเราะดัง ๆ ก็ต้องกลั้นเอาไว้ก่อนล่ะครับ

สไตล์การคุมชั้นเรียนของ อ.รัซเซลนี้พอเรียนไปสักพักก็จะรู้เลยครับว่าแกไม่ชอบการคุยแทรก และไม่ชอบถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง บางคนเดินเข้าเดินออกหรือมาสายทำให้รบกวนสมาธิเพื่อนร่วมชั้น แกก็ประกาศกฎอัยการศึกเลย ว่าถ้ามาช้า 15 นาทีจะล็อคห้อง ล็อคจริง ๆ ครับ ใครที่คุยกันบ่อย ๆ ในชั้นเรียน เตือนแล้วไม่ฟังแกก็ไล่ออกไปเลยทั้งคู่ โดยบอกว่า "Okay, your class is over. Good bye" เว้นเสียแต่ว่าจะทนนั่งจนจบคลาส อ.แกก็ไม่เรียกขึ้นมา taking conversation นะครับ คลาสนั้นก็เสียเงินไปฟรี ๆ เลย เห็นมั้ยครับใครว่าการเรียนที่อินเดียนั้นเรียนง่าย ๆ จบง่าย ๆ ที่นี่มีกฎระเบียบและมาตรฐานสูงพอสมควรเพื่อให้การเรียนมีคุณภาพ

พูดถึงวันหนึ่ง ๆ ของการเรียนกลุ่มนี้จะมีเรื่องให้เล่าเยอะ สาวน้อยจากเยเมนนี่ก็เถียงเก่งจริง ๆ คือ ไม่ยอมจดคำศัพท์ลงสมุด อ.ก็ถามอย่างว่า "Why don't you write the words into your notebook?" สาวน้อยก็ตอบว่า "Because I'm tired" คือ "เหนื่อย" แกก็สวนเลยว่า "Why don't you sleep at home, why do you come to class?" คือ "เหนื่อยแล้วทำไมไม่อยู่บ้าน มาเรียนทำไม" สาวน้อยจากเยเมนไม่รู้ว่าโกรธใครมาแต่ไหน ตะโกนลั่นห้องเลย "อยากมาฟังนี่" เถียงกับแกหลายประโยค แกเปิดสมุดเช็คชื่อกาเครื่องหมาย absent ให้ไปเลย คือ ชั่วโมงนี้ไม่นับให้แล้วทั้งคาบแกชี้ให้พูดหมดทุกคนยกเว้นสาวน้อยคนนี้เพราะ "She's tired"

นอกจากการสนทนากันตาม tense แล้ว ก็ยังสอนคำศัพท์, Idioms และพวก Proverb, phobia วันละ 10 คำ พอเรียนจบหนึ่งอาทิตย์ก็จะรู้ศัพท์แปลก ๆ ไปกว่า 50 คำ ทุกวันเสาร์แกจะทำการ recap หรือไล่ทวนเนื้อหาที่สอนไป โดยจะหาเหยื่อมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับแก และก็จะสนทนากันโดยใช้สิ่งที่เรียนไปทั้งอาทิตย์หรือไม่ก็สนทนาแบบ General Questions ถ้าแกเห็นนักเรียนคิดคำถามไม่ได้ แกจะช่วยตั้งคำถามให้ ถ้าคนไหนแกเห็นว่ากำลังอยู่ในช่วงพัฒนาดีขึ้นแกจะเข็นส่งให้เลย แกจะเรียกให้พูดบ่อย ๆ คนที่ไปได้ช้าอย่างเจ้าหนูปั๊กเทฮองนี่แกก็จะให้นั่งฟังและถาม-ตอบ หนึ่งอาทิตย์แกจะก็จะเรียกขึ้นมาสัมภาษณ์เพื่อดูความก้าวหน้า จริง ๆ แล้วไม่ใช่อะไรหรอกครับ เจ้าหนูปั๊กแกชอบนั่งวาดรูปเล่นในชั่วโมง บ้างก็ชวนคนอื่นเล่น จนอาจารย์ต้องตั้งฉายาว่า "Jack in the box"

ถ้าท่านเรียนกลุ่มมาสัก 1-2 เดือน ถ้าตั้งใจเรียนทุกวัน ไม่ขาดเรียน และไม่หาโอกาสพูดภาษาไทยกับใครเลย การคิดจะเริ่มเป็นอัตโนมัติขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต้องคิดเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยแปลมาเป็นอังกฤษ ถ้ามาถึงโรงเรียนเร็ว ๆ ก็หาโอกาสสนทนากับเพื่อน ๆ ได้ ผู้ที่มาเรียนโดยมากจะอยากพูดอยู่แล้ว ในการเรียนแบบกลุ่มไม่ใช่ว่าเป็นการฝึกพูดอย่างเดียว แต่เป็นการฝึกการฟังด้วย เพราะในขณะที่อาจารย์กำลังถามตอบกับเพื่อนคนอื่นอยู่ ยังไม่ถึงคิวของเรา เราก็อาศัยโอกาสนี้ฝึกการฟังไปด้วยหรือพูดตามอาจารย์ อันนี้ก็จะช่วยพัฒนาทักษะการพูดและการฟังได้ดีมากยิ่งขึ้น และก็ได้พบเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนที่มาเรียนที่ London School นี้พอคุยด้วยแล้วก็พบว่าบางคนเรียน Speaking ที่เมืองไทยมาก่อน เสียเงินไปแล้วก็หลายหมื่น บอกว่าเรียนพูดอังกฤษ 2 ชม. พอกลับมาบ้านพูดแต่ภาษาไทย 22 ชม. เลยไม่ได้อะไรเท่าไหร่ เพราะไม่มีโอกาสพูด เลยต้องมาอยู่ที่นี่ช่วงปิดเทอม เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงและได้พูดภาษาอังกฤษทุกวันอีกด้วย

การเรียนในคลาสที่มีคนต่างชาติ นอกจากท่านจะได้ฝึกสนทนาอย่างไม่อายแล้ว ท่านก็จะได้พบเห็นหลายหลากวัฒนธรรม หลายหลากความคิด หลายทัศนคติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศาสนา, วัฒนธรรม, การเมือง, งานอดิเรก, ดารา หรือกีฬาที่ชอบ ฯลฯ การมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติในการไปไหนมาไหนด้วยกัน เช่น กินข้าว, เดินกลับบ้าน หรือไปดูหนัง มันจะช่วยให้ท่านพัฒนาการพูดได้ดีขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะการถกประเด็นปัญหาด้วยแล้ว คนแขกนี่ถ้าเขาเชื่ออะไร เขาจะเถียงแบบสุด ๆ เราคนไทยจะเถียงไม่ค่อยทันเท่าไหร่ แบบนี้จะได้ผลดีมากครับ เพราะสถานการณ์มันบังคับให้ท่านต้องพูดและต้องฟังให้รู้เรื่อง และจะได้คำศัพท์ในการพูดเยอะมาก และถ้าท่านไปเรียนภาษาแบบไปกันหลาย ๆ คน ถ้าจะให้ดีล่ะก็ควรจะพักแยกกัน, เรียนแยกกัน ซึ่งจะให้ผลดีกว่านั่งเรียนเก้าอี้ติดกัน เพราะถ้าเราจับกลุ่มคนไทยไปนั่งเรียนในคลาสเดียวกันหลาย ๆ คนอาจจะได้ผลไม่ดีเท่ากับการกระจายไปเรียนรวมกับชาวต่างชาติ เพราะถ้าเราหันไปมองซ้ายขวา ก็จะเจอแต่คนไทย บรรยากาศก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการเรียนในประเทศเราเอง คือ มันไม่มีอะไรบังคับให้ท่านพูดภาษาอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านจะขอยืมสมุดเพื่อน (คนไทย) ไปจด ท่านจะพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยล่ะ... ถ้าต้องการฝึกภาษาก็จะต้องพยายามหักห้ามใจพูดกับเพื่อนคนไทยโดยใช้ภาษาอังกฤษ แต่จะมีเรื่องให้สนทนากันกี่เรื่อง และจะอดใจไม่พูดภาษาไทยได้หรือเวลาไม่เข้าใจกัน? อันนี้ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่อยากให้เสียโอกาสดี ๆ ในการเก็บประสบการณ์จากต่างแดน อย่างนักเรียนบางคนไปอยู่โรงเรียนประจำ ไปขอนมจากโรงอาหาร พูดคำว่า Milk เป็น "มิ้ว" แม่ครัวเขาก็ไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งต้องมีคนมาสอนเรื่องของการออกเสียงให้เป็น "มิล-เขอะ" คือเติมเสียงตัว k เล็ก ๆ เข้าไปด้วย หรืออย่างจะไปซื้อเกลือ ไปบอกคนขายว่าจะเอา "ซอล" (Salt) เขาไม่รู้นะ ต้องบอกว่า "ซอลท" เติมเสียงตัว t ไปด้วย นั่นล่ะถึงจะซื้อกินกันได้ นี่ไงครับ "โอกาส" ถ้าเราไม่หาโอกาสในการสนทนา เราจะไม่รู้เลยว่าเราออกเสียงผิดหรือถูก ท่านว่าจริงมั้ยครับ.. หรืออย่างเพื่อนคนไทย ที่เรียนด้วยกัน จะขออนุญาตเปิดพัดลมเพดาน เพราะว่ามันร้อน ก็หลุดคำไทยออกไปเต็มๆ เลยว่า "May I open the fan" คือ "ขอเปิดดู (แกะ) พัดลมได้มั้ย" อ.แกก็เลยบอกคำที่ถูกว่าต้องใช้ "switch on" หรือ "turn on" นั่นล่ะ จึงจะได้รู้กัน ถ้าให้พูดเรื่องโรงเรียนสอนภาษานี่ พูดไม่หมดครับ แต่ก็บอกได้ว่าที่นี่ให้ประสบการณ์และความมันส์เยอะเลยทีเดียว ถ้าใครจะพาลูกหลานมาเก็บประสบการณ์ที่นี่ก็คงจะดีไม่น้อย หรือจะแบกเป้มาลุยแบบเดี่ยวๆ แบบผม มาหาเพื่อนเอาแถว ๆ นี้ก็จะมันส์ไปอีกแบบครับ